
"กษิต"พบกัมพูชาบุกเนินภูมะเขือแจงอาเซียนช่วยแก้
วันที่ 13 กย.2552 ที่ ด่านอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายกษิต ภิรมย์ รมต.กระทรวงการต่างประเทศ และคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมกองกำลังทหาร โดยมี พลโท วีวฤทธิ์ จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 นายประวัติ รัฐิรมย์ รอง ผจว.ศรีสะเกษ, พลตรีชวลิต ชุนประสาน ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี, พันเอก กฤตัชญ์ สรวมศิริ รองผู้บัญชาการ กองกำลังสุรนารี และคณะให้การต้อนรับ บรรยายสรุป สถาน การณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา โดยเฉพาะกรณี ทหารกัมพูชา สร้างกระเช้าขึ้นบนภูมะเขือ ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลง MOU หรือที่เรียก บันทึก ความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทยกัมพูชา ปี 2543 ในการห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้างใดใดบนพื้นที่ที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดน ซึ่งภาพที่ทหารไทยบันทึกได้ เป็นการสร้างถนนคอนกรีต และสร้างกระเช้ากึ่งถาวรเพื่อขนสัมภาระขึ้นบนภูมะเขือ ซึ่งทหารได้ทำบันทึกประท้วงไปแล้ว
นายกษิต กล่าวว่า หากทั้งสองประเทศ มีไมตรีที่ดีต่อกัน ผลประโยชน์ก็จะได้ทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งต่อประชาชน, ต่อพื้นที่, ต่อการท่องเที่ยว และอื่นๆ ที่สำคัญเป็นสันติสุขของทั้งสองประเทศ ช่วยให้สมาคมอาเซียนเป็นปึกแผ่น ดังนั้นทุกฝ่าย รวมทั้งอาเซียนต้องพยายามช่วยกันเร่งในการแก้ไขปัญหากันต่อไป ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และความเข้าอกเข้าใจกัน โดยเฉพาะในสังคมไทย ในส่วนการที่กัมพูชา สร้างสิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ต้องขึ้นดูให้เห็นก่อน แล้วจะเสนอต่อที่ประชุมอาเซียนต่อไป
นอกจากนี้ยังมีการบรรยายสรุปสถานการณ์การเกิดความขัดแย้งจากกรณีพิพาทพื้นที่ทับซ้อนบริเวณใกล้เคียงกับปราสาทเขาพระวิหาร เนื่องจากมีการอ้างและถือแผนที่คนละฉบับ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2551 ซึ่งได้เกิดเหตุปะทะกันระหว่างกำลังพลของทหารฝ่ายไทยกับกัมพูชา จำนวน 4 ครั้ง ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียทหารไทย เสียชีวิตและบาดเจ็บ จำนวนหนึ่ง สำหรับการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ ได้เน้นการใช้การเจรจาและมีการวางกำลังพลของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้มีการเจรจาแก้ไขปัญหาในระดับรัฐบาลของสองประเทศ ส่วนกรณีการก่อสร้างอาคารขึ้นในบริเวณตลาดชุมชน และวัดแก้วคีรีฯ นั้น ทางการไทย ได้มีการประท้วงต่อรัฐบาลกัมพูชา แล้วจำนวน 20 ครั้ง เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่าย เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543
ช่วงบ่าย นายกษิต และคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมกองกำลังทหาร ที่เนินภูมะเขือ จุดที่อดีตทหารไทย และกัมพูชา เกิดกาประทะกันบ่อยๆ โดยคณะเดินทางไปตรวจดูแนวกั้นที่ใช้กระสอบทรายกั้นไว้ สูงราว 1 เมตร เป็นแนวระหว่างทหารไทย กับทหารของกัมพูชา ภายหลังจากที่ทหารกัมพูชา ปีนขึ้นมาปักหลักอยู่บนหน้าผาของภูมะเขือได้สำเร็จพร้อมกับการสร้างกระเช้าหลังแนวหน้าของกองกำลังตน ขณะที่ทหารไทยยังเคารพต่อข้อตกลง mou จึงเป็นเพียงการสร้างบันไดลิงขึ้นไปสร้างนั่งร้าน เฝ้าสังเกตุการณ์บนยอดต้นไม้เท่านั้น
สำหรับการเดินทางมาของ นายกษิต และคณะ เพื่อมาตรวจเยี่ยมกองกำลังทหารที่เฝ้าตรึงกำลังอยู่ตามแนวชายแดนเขาพระวิหาร โดยเฉพาะตรงพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยได้เข้าตรวจเยี่ยมตามจุดสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นฐานที่มั่น ตชด., ฐานที่มั่นภูมะเขือ และบนเขาสัตตะโสม ซึ่งทุกแห่งก็พบมีทหารทั้ง 2 ฝ่ายที่มีทหารไทย และทหารกัมพูชา สร้างบังเก้ออยู่ใกล้ชิดติดกันด้วย
ต่อมา นายกษิต ได้หารือร่วมกับ พลเอกเจียดารา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยกล่าวว่า เป็นตัวแทนของรัฐบาลไทย ซึ่งนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีความปรารถนาและมีความมุ่งมั่นในอันที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ ตลอดจนความมั่งคั่งต่อประเทศชาติและประชาชน ทั้งสองประเทศ ส่วนปัญหาการกระทบกระทั่งกันตามพื้นที่ชายแดน ก็เป็นสิ่งที่น่ายินดีว่า หากมีเหตุเสียงปืนดัง ก็จะมีการสอบสวนร่วมกันก่อนว่า เกิดจากสาเหตุอะไร แสดงว่ามีความต้องการและมุ่งมั่นในการที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกันของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติในพื้นที่
นายกษิต กล่าวกับ พลเอกเจียดารา ว่า ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2552 รัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ชะอำ หัวหิน ซึ่งนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย จะได้เจรจากับสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา ซึ่งในระหว่างนี้ รัฐบาลได้พยายามขับเคลื่อนกรอบการเจรจา ซึ่งจำเป็นเสนอให้รัฐสภา ได้พิจารณา เพื่อที่จะให้ระดับคณะกรรมการปักปันเขตแดนฯ สามารถมีการประชุมเจรจา เป็นครั้งที่ 4 ต่อไปได้ ซึ่งรัฐบาลไทยมีความตั้งใจอย่างมากที่จะให้มีการแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความมสัมพันธ์ที่ดีและก่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนในด้านต่างๆ



