ข่าว

ชี้ ! ไพรมารี่โหวตส่อการเมืองระบบครอบครัวเฟื่องฟู

ชี้ ! ไพรมารี่โหวตส่อการเมืองระบบครอบครัวเฟื่องฟู

16 มิ.ย. 2560

"นิพิฏฐ์”ชี้ไพรมารี่โหวตส่อการเมืองระบบครอบครัวเฟื่องฟู ทำสังคมไทยแตกแยกร้าวลึกกล่าวเดิม

        16 มิ.ย.60 นายนิพิฏฐ์  อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีสนช.ผ่านกฎหมายพรรคการเมืองว่า ในฐานะผู้เล่นหรือผู้ที่ต้องปฎิบัติตามกฎหมาย การพูดอะไรไปก็จะถูกสังคมถามกลับว่า พูดเพื่อประโยชน์ตัวเองหรือมีผลประโยบน์ทับซ้อน ตนขอเตือนเรื่องเดียว หลังจากกฎหมายพรรคการเมืองใหม่ออกมามีผลบังคับใช้โดยกำหนดให้มีการใช้ระบบไพรมารี่โหวตคัดเลือกตั้งผู้สมัคร ส.ส.จากสมาชิกพรรคในเขตเลือกตั้ง และในระบบบัญชีรายชื่อว่าจะยิ่งทำให้การเมืองระบบครอบครัว ระบบวงศ์ตระกูล หรือการเมืองระบบสืบทอดทายาททางการเมืองจะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งและจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต แม้รัฐธรรมนูญปี 50 และสังคมไทยเคยตระหนักในปัญหานี้และคัดค้านมาแล้วว่าไม่ต้องการการเมืองระบบนี้ แต่ก็หนีไม่พ้นเพราะกฎหมายออกแบบมาเช่นนี้ ยิ่งเป็นการทำลายพรรค หรือสร้างความแตกแยกให้พรรคการเมืองชนิดร้าวลงลึกถึงระดับสาขา ชุมชน 

          นายนิพิฏฐ์ กล่าวต่อไปว่า ตัวอย่างคือกระบวนการคัดเลือกตัวแทนเขตหรือจังหวัดที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค ที่กำหนดให้เลือกมา 2 ชื่อ เพื่อเสนอต่อกรรมการสรรหาผู้สมัครในนามพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.)ตามลำดับ ท้ายที่สุดคนหน้าใหม่ประเภทนักการเมืองน้ำดี คนใหม่ ๆ ที่มีความรู้มีคุณภาพรุ่นใหม่ๆ จะไม่ได้ถูกเลือกเสนอมาจากสมาชิกพรรคในเขตเลือกตั้งนั้นๆ เพราะสาขาพรรค หรือสาขาจังหวัดล้วนตั้งอยู่ในบ้านของส.ส.เหนือผู้มีอิทธิพลในจังหวัด ในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ พอกำหนดให้ใช้ไพรมารี่โหวตจากระดับสาขาในเขตเลือกตั้ง คนที่เลือกก็คนของเขาทั้งนั้น ก็ต้องเอาเครือข่าย หรือคนในวงศ์วาน  

           นอกจากนี้ความแตกแยกในพรรคการเมืองดียวกันจะขัดแย้งชัดเจนและลงลึกยิ่งขึ้นในระดับชุมชน ท้องถิ่นในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ เพราะต้องคัดเลือก 2 รายชื่อมาเพื่อให้คณะกรรมการสรรหา และกก.บห.เลือกเอาเพียง 1 คนเพื่อลงสมัครในนามพรรค การแข่งขันในเขตเลือกตั้งในพรรคเดียวกันก็ยิ่งรุนแรงยิ่งขึ้น ยกเว้นกรณีล็อบบี้เลือกมา 2 คนจาก กลุ่มเดียวกัน  แต่หากมาจากคนละกลุ่มเมื่อได้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลงในนามพรรค ฝ่ายที่พรรคไม่เลือกอาจจะหันไปจับมือเพื่อสนับสนุนกับพรรคการเมืองอื่นแทนก็ได้ คล้ายกับการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านหรืออบต.ซึ่งที่ผ่านมาผู้บริหารพรรคการเมืองเคยมีประสบการณืมองเห็นปัญหานี้ว่าจะยิ่งสร้างความแตกแยก ขัดแย้งในพรรคการเมืองเดียวกัน เขาจึงไม่ใช้ระบบนี้ โดยแก้ไขให้สมาชิกพรรคทุกคนเป็นคนของพรรค ไม่ใช่คนของกลุ่ม หรือของแต่ละตระกูล 

        “ดังนั้นระบบไพรมารีโหวตที่ สนช.ไปลอกเลียนแบบต่างประเทศมาใช้กับสังคมไทย ทั้งที่มีบริบทต่างกัน จึงควรออกแบบที่ดีเพื่อป้องกันปัญหาที่ว่านี้ให้รอบคอบกว่านี้จะดีกว่า และสามาถทำได้ ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการเมืองระดับชาติที่จ้องล้างแค้น แข่งขัน สร้างความแตกแยกลงลึกมนสังคมไทยมากกว่าที่ผ่านมา ทั้งนี้ที่ผมพูด เพราะเป็นห่วงพรรคการเมืองใหม่ที่จะเกิดขึ้น แต่พรรคประชาธิปัตย์เรามีประสบการยาวนาน เราหาทางแก้ไขได้ ห่วงว่าพรรคการเมืองใหม่ๆที่เพิ่งจะตั้งจะอยู่ได้ยากมาก"นายนิพิฏฐ์กล่าว