
บทเรียนจาก'แพะ'กับ 'ความล้มเหลว'ของกระบวนการยุติธรรม?
ผู้ที่ตกเป็น "แพะ" ถึง 2 คดีติดกันหรือ‘คดีแพะซ้อนแพะ’ และครอบครัวเขา คิดยังไง? ต่อสู้กันยังไง?
คนๆหนึ่งหากต้องตกเป็น ‘แพะ’ ในคดี ก็นับว่าแย่แล้ว แต่สำหรับคนที่ต้องตกเป็น‘แพะ’ถึง 2 คดีติดกันหรือ‘คดีแพะซ้อนแพะ’ มันเลวร้ายมากกว่านัก เขาผู้นั้นคือ‘ นาย วรวิทย์หรือวา สินทองน้อย’
กับช่วงชีวิตของ‘วรวิทย์’ ที่ต้องทนอยู่ในเรือนจำกับความผิดที่ตนเองไม่ได้กระทำมานานถึง 7 ปี จากคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นและคดียาเสพติด ทำให้ครอบครัวของ‘วรวิทย์’พบเจอกับปัญหาต่างๆ
‘วา’ เล่าว่า ก่อนจะเกิดเรื่องนั้น ตนช่วยพ่อดูแลร้านท่อไอเสีย ซึ่งตอนนั้น พ่อมีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวาน และความดัน เพียงเท่านั้น แต่หลังจากที่ ‘วา’ ต้องคดีและต้องเข้าคุกไปนั้น พ่อก็ค่อยๆทรุดลง จนไม่สามารถเปิดร้านต่อไปได้ ยิ่งวันเวลาผ่านไป อาการพ่อก็เป็นหนักขึ้น ถึงแม้จะได้รับการช่วยเหลือจากลูกๆคนอื่นๆบ้าง แต่ด้วยจิตใจที่โศกเศร้า ก็ไม่ทำให้พ่ออาการดีขึ้นเท่าไร
ทางด้านแม่ของ‘วา’ หรือ นางแดง สินทองน้อย เธอเล่าว่า ' วา' คือ เสาหลักและเป็นกำลังหลักในการหารายได้เข้าบ้าน ช่วยพ่อดูแลร้านตั้งแต่อายุ13ปี แต่เมื่อ ‘วา’ โดนคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่น จนต้องเข้าคุกไป ก็สร้างความเดือดร้อนแก่ทางบ้านเป็นอย่างมาก ‘วา’ ก็ติดคุก พ่อก็ป่วยจนทำงานไม่ได้ เมื่อไม่มีคนดูแลร้านต่อ กิจการท่อไอเสียของครอบครัวที่มีเสาหลักอย่าง‘ วา’ เป็นผู้ดูแล ก็ต้องหยุดกิจการลงไปและอุปกรณ์ในร้านที่ไม่มีคนดูแล เสียหายมากมาย
ส่วน ‘น้อย’ แฟนสาวของ ‘วา’ ได้ช่วย‘แม่แดง’สู้คดี ช่วยหาเงิน ทั้งเปิดร้านขายของ ขายครีมต่างๆ ทำทุกวิถีทางที่พอจะทำได้ เพื่อช่วยให้แฟนหนุ่มของเธอรอดพ้นจากความผิดที่ไม่ได้กระทำ
เมื่อถามถึงความรู้สึกของ‘น้อย’ ว่า รู้สึกอย่างไรบ้างตอนที่รู้ว่า‘ วา’ โดนจับ ‘น้อย’ ตอบว่า ตอนแรกก็ตกใจกับข่าวที่แฟนตัวเองโดนจับ ตอนนั้นเป็นห่วงแฟนและครอบครัวแฟนมาก ส่วนเพื่อนก็ถามน้อยตลอดว่า “จะทนไปทำไม ทนไปเพื่ออะไร ทำไมไม่ไปหาแฟนใหม่” ‘น้อย’ก็ยังยืนยันที่จะรอ และคอยช่วยเหลือ ‘วา’ ต่อไปอย่างมีความหวัง
วรวิทย์กับแฟนสาว
เมื่อ‘แม่’ และ‘แฟนสาว’ เชื่อว่าลูกไม่ผิด การสู้คดีจึงเริ่มขึ้น ‘แม่แดง’ และ‘น้อย’ แฟนสาวของ‘ วา’ เริ่มต้นจากการจ้างทนายเพื่อสู้คดีในศาลชั้นต้น แต่ผลออกมาก็ยังไม่ดี จึงต้องสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ แต่ก็ช่วยได้เพียงลดโทษ ซึ่งขั้นตอนเหล่านั้น ต้องมีค่าใช้จ่ายที่มากมาย แม่จึงต้องขายที่ดินด้านหลังบ้านจำนวนหนึ่ง ยืมเงินจากญาติๆของตน หรือบางครั้งต้องขี่มอเตอร์ไซด์ใส่ของพ่วงท้ายรถเข็นไปขายของ รวมถึงต้องกู้เงินนอกระบบ นอกจากค่าใช้จ่ายในการสู้คดีแล้วนั้น ยังมีค่ารักษาพยาบาลของพ่อ ที่ป่วยอีกด้วย
เมื่อทางเดินข้างหน้าเหลือเพียงก้าวสุดท้าย แม่และญาติพี่น้องจึงรวมตัวกันเพื่อร้องต่อกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งผลที่ออกมานั้น ก็คุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องเสียไป เหมือนมีแสงสว่างส่องถึงเมื่อศาลฎีกายกฟ้องในคดีแรกคดีฆ่าคนตาย
แต่แล้วก็เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกกับ ‘วา’ เมื่อมีผู้ต้องหาให้การว่ามาส่งยาเสพติดตามคำสั่งของนายวรวิทย์ “เหมือนกลับมาตกนรกอีกครั้ง ชีวิตเราเหมือนอยู่จุดต่ำสุดมาแล้ว แล้วเราไปฟังคำพิพากษาวันที่ 31 พ.ค. 59 เราได้ยกฟ้อง มันดีใจสุดๆของชีวิตแล้ว จะได้กลับบ้าน แต่เวลาไม่ถึงชั่วข้ามคืน เราได้กลับมาตกนรกอีกครั้ง มันเจ็บปวดกว่ารอบแรก” วา กล่าวถึงความรู้สึกเมื่อรับรู้ว่าตนถูกอายัดตัวอีกครั้งในคดียาเสพติด
ด้านแม่ที่รอรับตัวอยู่ด้านนอก ก็ต้องใจหายอีกครั้งเมื่อลูกของตนไม่สามารถกลับออกมาได้ ตำรวจบอกเพียงลูกชายถูกอายัดตัวไว้เท่านั้น แม่และญาติๆจึงต้องร้องขอความช่วยเหลือจากกระทรวงยุติธรรมอีกครั้ง
ความพยายามในการช่วยเหลือ ‘วา’ โดย‘แม่แดง’และ‘น้อย’นั้น ดำเนินการไปอย่างยากลำบาก แต่ละวันที่ผ่านไปก็ยาวนาน ภาพของร้านท่อไอเสียที่เคยครึกครื้นก็กลับเงียบเชียบและทรุดโทรมลง
ในขณะที่ 'วา' กล่าวในรายการคุยข่าวเย็น ช่อง 8 ว่า “ผมก็มีช่วงที่ท้อนะ แต่ก็พร้อมจะสู้ ผมจะไม่ยอมแพ้หรือคิดฆ่าตัวตายเลย เพราะถ้าผมฆ่าตัวตาย มันก็เหมือนผมทำร้ายครอบครัวของตัวเอง และอีกอย่างในระหว่างที่อยู่ในเรือนจำ ผมก็ได้กำลังใจจากครอบครัวมาตลอด”
เมื่อช่วงเวลาอันเลวร้ายได้ผ่านไป เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2560 นายวา และครอบครัวได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ในวันที่กระทรวงยุติธรรมหาข้อพิสูจน์ได้ว่า 'วา' เป็นผู้บริสุทธิ์และศาลชั้นต้นยกฟ้อง ทำการปล่อยตัว 'วา'ให้เป็นอิสระ
วรวิทย์ ออกจากเรือนจำ
วา กล่าวว่า “จากที่เคยแค้นใจใคร โกรธใครเมื่ออยู่ในคุก พอออกมาเจอหน้าแม่ หน้าพ่อ หน้าแฟน และรอยยิ้มจากญาติๆ ทุกอย่างที่เคยคิดแค้น เคืองโกรธ ก็หายไป เหลือเพียงความสุขความดีใจที่ได้กลับมาเจอครอบครัวอีกครั้ง"
สำหรับ‘คดีแพะซ้อนแพะ’ ที่มี ‘นาย วรวิทย์หรือวา สินทองน้อย’ ตกเป็นจำเลยนั้น...ย้อนไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ต.ค. 2553 วรวิทย์หรือวา สินทองน้อยกับพวก ถูกตำรวจจับกุมและกล่าวหาว่า ร่วมกันฆ่าคนตาย เหตุเพราะเขาอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ขับรถตามผู้ตายมา
ต่อมาศาลชั้นต้น พิพากษาประหารชีวิต ‘วรวิทย์'กับพวก แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษเหลือ จำคุกตลอดชีวิต
ต่อมาศาลอุทธรณ์ ก็ยังพิพากษาว่า ‘วรวิทย์’ กับพวกกระทำผิด แต่ลดโทษเหลือจำคุก 12 ปี 8 เดือน
อย่างไรก็ตามแม้ทั้งสองศาล จะพิพากษาว่า ‘วรวิทย์’ กับพวก เป็นผู้กระทำผิด แต่ญาติของเขาและญาติของเพื่อนที่ต้องคดีนี้ด้วยกันก็ยังเชื่อว่า พวกเขาบริสุทธิ์ จึงร้องเรียนมายัง พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรมเพื่อให้ช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ว่า ‘วรวิทย์’กับพวก เป็น ‘แพะ’
หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรม ดีเอสไอได้ใช้เครื่องจับเท็จ จับคำให้การจำเลยทุกคน ผลปรากฏว่าผ่าน คือ ไม่ได้เป็นคนร้ายในคดีนี้ จากนั้นพ.ต.อ. ดุษฎี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ลงพื้นที่สอบสวนหาข้อเท็จจริงและประสานงานภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรีบางมด ทดสอบหาวิถีกระสุนและคราบเขม่าดินปืน จนได้ผลการพิสูจน์ว่ารูรอยกระสุนที่เกิดจากศพผู้ตาย ไม่สัมพันธ์กับคำให้การของผู้เสียหายที่อ้างว่าคนร้ายขับติดตามมาในระยะประมาณ10เมตร แล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย
หลักฐานชิ้นสำคัญ ก็คือ เสื้อของผู้ตายที่รอยกระสุนทำให้เสื้อฉีกขาดในลักษณะกากบาท ทำให้สามารถใช้วิธีพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบได้ เพราะระยะการยิง จะส่งผลให้เกิดรอยแตกที่เสื้อต่างกัน
คดีนี้พยานโจทก์ ระบุว่า ขณะขับรถจักรยานยนต์หนี ก็ได้ยินเสียงปืนไล่หลัง จากนั้นเพื่อนที่ซ้อนก็เสียชีวิต ขณะที่ฝ่ายจำเลยยืนยันว่าพวกเขา ไม่มีใครมีปืน เสียงปืนดังมาจากรถผู้ตาย น่าจะเกิดปืนลั่นจากพวกที่ซ้อนมาด้วยกันเอง
ดังนั้น การพิสูจน์ว่า กระสุนมรณะ มาจากตรงไหน ต้องหาระยะการยิงว่า ใกล้หรือไกลซึ่งรอยฉีกขาดของเสื้อ จะเป็นคำตอบสุดท้าย
ในที่สุดทีมสอบสวนหาข้อเท็จจริงก็พบข้อมูลสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า จำเลยไม่ใช่คนร้ายเพราะระยะการยิงที่จะทำให้ เสื้อมีรอยขาดในลักษณะกากบาทเหมือนกับเสื้อผู้ตาย คนร้ายต้องอยู่ใกล้ไม่เกิน 1 ไม้บรรทัดครึ่งแต่พยานให้การว่าจำเลยขับรถห่างประมาณ 10 เมตร ต่อมาพฤษภาคม 2558 ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 4 คน
แต่สำหรับ ‘วรวิทย์’เคราะห์ร้าย ยังไม่จบสิ้น เพราะในวันที่เขาจะได้รับการปล่อยตัวจากคดีฆ่ากลับถูกตำรวจอายัดตัวทันทีในคดียาเสพติด ทำให้เขาต้องถูกควบคุมตัวในเรือนจำต่อ โดยกล่าวหาว่า เขาใช้โทรศัพท์มือถือภายในเรือนจำโทรออกไปสั่งยาเสพติด
สำหรับคดีนี้ ทางกระทรวงยุติธรรม ได้ลงพื้นที่หาพยานหลักฐานเพิ่มเติม จนพิสูจน์ได้ว่า นายวรวิทย์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งยาเสพติดภายนอกเรือนจำ เนื่องจากการสั่งซื้อยาเสพติดเกิดขึ้นในปี 2554 ซึ่งขณะนั้นนายวรวิทย์ อยู่ในเรือนจำ ตั้งแต่ปี 2553 และยังพบว่าผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดอุบลราชธานีที่นายวรวิทย์ถูกควบคุมตัวอยู่ มีชื่อว่า ‘วรวิทย์’ ซ้ำกันถึง 6 ราย ซึ่งรายที่ 1 ถึง 5 เป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติดทั้งหมด ส่วน นายวรวิทย์ สินทองน้อย เป็นผู้ต้องหาในคดีฆ่าผู้อื่น กระทรวงยุติธรรมจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเหล่านี้สู้ในชั้นศาล จนกระทั่ง25 พ.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเดชอุดม ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง นายวรวิทย์ สินทองน้อย ทำให้เขาได้รับอิสรภาพออกมาสู่โลกภายนอกพบกับคนรักและบรรดาญาติมิตรอีกครั้ง
กรณีของ‘วรวิทย์’ จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ให้เห็นว่า ‘แพะ’ ในกระบวนการยุติธรรมไทยมีอยู่จริง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่อง และไม่รู้ว่าต้องรออีกนานเท่าไหร่ ปัญหาผู้บริสุทธิ์ ต้องถูกลงโทษฟรี จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและหมดสิ้นไปเสียที
-----
ปาวีณา พุ่มเพชร-ชนม์นิภา เกเจริญ คมชัดลึกออนไลน์



