
“พาณิชย์”ดันผู้ประกอบการเข้ายุคการค้าออนไลน์
“พณ.”ดันผู้ประกอบการเข้ายุคการค้าออนไลน์หลังพบคนไทยใช้สมาร์ทโฟนพุ่งสูง46ล้านเครื่องเงินสะพัดอี -คอมเมิร์ซปีละกว่า2.4ล้านล้านบาทกูรูด้านการตลาดดิจิทัลเผย5กลยุทธ์
16 มิ.ย.60 นางลลิดา จิระนันทประวัติ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีประชากรที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่กว่า 90 ล้านเครื่อง และในจำนวนนี้เป็นสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 46 ล้านเครื่อง อีกทั้งยังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กถึง 35 ล้านราย มากเป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโอกาสในการค้าขายสินค้าผ่านระบบอี – คอมเมิร์ซมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีมูลค่าตลาดสูงถึง 2.4 ล้านล้านบาท และจากการประเมินคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละมากกว่า 10% ในแต่ละปี
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันช่องทางออนไลน์นับเป็นโอกาสของผู้ประกอบการค้ายุคใหม่ เพราะโดยส่วนใหญ่การค้าปัจจุบันเป็นประเภทธุรกิจต่อธุรกิจ (บีทูบี) ขณะที่การค้าขายธุรกิจต่อผู้บริโภค (บีทูซี) ยังมีมูลค่าไม่มาก ประมาณ 3 แสนล้านบาทต่อปี แต่พบว่ามีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่การซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น มีอัตราการขยายตัวแบบก้าวกระโดด
“สินค้าที่ได้รับความนิยมในการซื้อขายผ่านทางออนไลน์ เช่น สินค้าแฟชั่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสื่อสาร อาหาร และสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งขณะนี้กรมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการหันมาให้ความสำคัญกับการค้าขายออนไลน์ หรือคนที่คิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจต้องมีช่องทางการค้าขายออนไลน์ด้วย เพราะเป็นแนวโน้มใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม โดยกรมพร้อมให้การสนับสนุนทั้งการพัฒนาผู้ประกอบการค้าออนไลน์ การผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้ามาจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อสร้างความเชื่อมั่น”
นายกิตติคม ปล้องนิราศ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดดิจิทัล มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยถึงกลยุทธ์ทำการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) โดยระบุว่า การตลาดดิจิทัล เป็นช่องทางทำการตลาดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ ไอจี และเว็บไซต์ ซึ่งปัจจุบันเป็นฟันเฟืองสำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจในยุคนี้ไปแล้ว ไม่ว่าธุรกิจประเภทใดก็จำเป็นต้องใช้การตลาดดิจิทัลเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็วและตรงจุด รวมถึงธุรกิจสถาบันการศึกษาด้วย
สำหรับปัจจัยทำการตลาดดิจิทัลให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตรงจุด ผู้ประกอบการจะต้องรู้จัก 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1. การทำความเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์ 2. เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ทำให้การสื่อสารตรงทาร์เก็ต 3. ผู้ดูแลเพจต้องรู้จักจุดเด่นของตัวสินค้าเป็นอย่างดี 4. ผู้ดูแลเพจต้องเข้าใจหลักการทำงานของแต่ละแพลตฟอร์ม เพราะแพลตฟอร์มที่ต่างกัน และ 5. เป็นประเด็นสำคัญที่สุด คือ ผู้ดูแลเพจต้องไม่โอ้อวดสินค้าเกินจริง เพราะอาจลดทอนความน่าเชื่อถือ
“ในส่วนของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เริ่มใช้ช่องทางการตลาดดังกล่าวเพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้แฟนเพจเฟซบุ๊กของมหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นตัวกลางหลัก ปัจจุบันมียอดผู้ติดตามกว่า 5 แสนคน และล่าสุดยังขึ้นแท่นอันดับ 3 ของเพจที่มียอด engagement (ยอดวัดผลตอบรับจากผู้ชมที่มีต่อเนื้อหา) สูงสุดของโลกในหมวดหมู่สถาบันการศึกษา ชนะมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดในสหรัฐอเมริกาที่ครองอันดับ 4 จากการสำรวจของ Socialbakers เว็บไซต์ด้านการวิเคราะห์และจัดอันดับสื่อโซเชียลที่ได้รับความเชื่อถือในระดับสากล”



