
รวบผัวโหดเตะก้านคอเมียดับนำร่างฝังดินอำพรางศพ
ตร.ตามรวบสามีโหด เตะก้านคอเมียเสียชีวิต นำร่างขุดฝังดินอำพรางศพ ก่อนเผ่นหนีไปซุกอยุธยาแต่สุดท้ายไม่รอด
ความคืบหน้ากรณีฆ่าอำพรางศพ นางสุรัก อุ้มญาติ อายุ 60 ปี ฝังในหลุมซอกรั้วบ้านย่านซอยอยู่สุข 13 ถนนศรีนครินทร์ ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ นานกว่า 10 วันจึงพบศพ ส่วนผู้ก่อเหตุคาดเป็นสามีใหม่ของผู้ตายชื่อนายวิจิตร อายุ 52 ปี ได้หายตัวออกจากบ้านไปกว่า 1 สัปดาห์ ล่าสุดตำรวจตามรวบตัวได้แล้วขณะหนีไปทำงานอยู่ที่จ.พระนครศรีอยุธยา
เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา วันนี้(15มิ.ย.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รอง ผบช. ภ.1 พล.ต.ต.ธรรมมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.วิชิต บุญชินวุฒิกุล พ.ต.อ.สม ชัย อินตาพวง พ.ต.อ.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบก. พ.ต.อ.ต่อพงษ์ ตันตระวาณิชย์ ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ พ.ต.ท.ธงรบ แจ้งจิต รอง ผกก.สส. ได้ร่วมกันคุมตัว นายวิจิตร อายุ 52 ปี ผู้ต้องหาฆ่าและอำพรางศพภรรยา โดยติดตามจับกุมตัวได้ที่ริมคลองชลประทานสายท่าเรือ อ.ท่าเรือ จ. พระนครศรีอยุธยา
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า ภายหลังจากขุดพบศพ และทราบว่าผู้ตายคือ นางสุรัก จาการสอบสวนพยานแวดล้อม จึงเชื่อว่าฆาตกรที่ลงมือฆ่า น่าจะเป็นนายวิจิตร ซึ่งเป็นสามีใหม่ของผู้ตาย ที่อยู่กินกันมาประมาณ 2 ปี เนื่องจากได้หายตัวออกจากบ้านไปอย่างมีเงื่อนงำ และชาวบ้านยังบอกว่าชอบทำร้ายฝ่ายหญิงด้วยการทุบตีอยู่เป็นประจำ และบ้างครั้งยังต้มน้ำร้อนลวกจนได้รับบาดเจ็บมาหลายครั้ง จากแนวทางการสืบสวนทราบว่าหลังก่อเหตุนายวิจิตร ได้หลบหนีไปทำงานอยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จึงได้รวบรวมหลักฐานขออนุมัติหมายจับของศาลจังหวัดสมุทรปราการ นำกำลังติดตามไปจับกุมตัวเอาไว้ได้
จากการสอบสวน นายวิจิตร ผู้ต้องหา ได้อ้างว่าในขณะที่อยู่กินกับผู้ตาย มีอาการติดเหล้าอย่างหนักและได้บอกหลายครั้งให้ผู้ตายหยุดกินเหล้าหรือดื่มให้น้อยลง แต่ก็ยังแอบออกไปดื่มเหล้าทุกวันจนกระทั่งต้องใช้วิธีหักดิบขังผู้ตายไว้ในบ้านจนทำให้ผู้ตายเกิดอาการแขนขาไม่มีแรง กระทั่งช่วงเย็นของวันที่ 29 พฤษภาคมได้ไปซื้อข้าวต้มมาป้อนผู้ตาย แต่ผู้ตายสำลักข้าวออกมาทำให้ตนบันดานโทสะลงมือทำร้าย ด้วยการใช้กำปั้นชกไปที่ใบหน้าและลุกขึ้นใช้เท้าเตะเข่าที่ก้านคอไป 1 ครั้งจนภรรยาแน่นิ่งไป
เมื่อตรวจสอบพบว่าไม่หายใจเสียชีวิตแล้ว ด้วยความกลัวความผิดจึงได้เอาเสียมขุดดินที่ซอกกำแพงรั้วบ้านก่อนนำร่างผู้ตายไปฝังเอาไว้ และออกไปทำงานก่อสร้างตามปกติ จนศพเริ่มส่งกลิ่นและมีชาวบ้านสอบถามจึงได้ตอบไปว่าเป็นกลิ่นของสุนัขตายเอาไปฝังไว้ข้างบ้าน จนช่วงเช้าวันที่ 13 มิถุนายน ระหว่างออกไปทำงาน ทราบข่าวว่า มีคนพบศพนางสุรัก จึงตัดสินได้หลบหนีไปทำงานรับจ้างเลี้ยงเป็ดอยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้ยังอ้างอีกว่า สาเหตุที่ทำให้มือเท้าหนักเนื่องจากเคยเป็นนักมวยเก่า
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวนายวิจิตร ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยมีประชาชนและลูกชายของผู้ตายที่ทราบข่าวได้เดินทางมามุงดูเป็นจำนวนมาก และพยายามจะฝ่าวงล้อมตำรวจเข้าไปรุมประชาทัณฑ์ และตะโกนสาปแช่ง จนเจ้าหน้าที่ต้องเร่งชี้จุดก่อนคุมตัวผู้ต้องหากลับโรงพักและส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



