
"สนช."ไฟเขียวร่างพ.ร.ป.พรรคการเมือง
"สนช."เห็นชอบร่างพ.ร.ป.พรรคการเมือง ยืนตามกรธ.ให้ทุนประเดิมพรรคการเมือง 1 ลบ. แต่แก้ลงขันตั้งพรรคจากเดิมคนละ 3 แสนบาทเป็น 5 หมื่นบาท ไฟเขียวใช้ระบบ ไพมารีโหวต
15 มิ.ย. 60 - ที่รัฐสภามีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรั
จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาเรียงลำดับรายมาตรา โดยในมาตรา 9 เกี่ยวกับทุนประเดิมพรรคการเมือง ที่ร่างเดืมของกรธ.กำหนดไว้ว่
ขณะที่ นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง กรธ.เสียงข้างน้อย ในฐานะตัวแทนกรธ. กล่าวว่า ขอเสนอให้แก้ไขมาตรา 9 กลับไปตามที่กรธ.เสนอมาในครั้งแรก ซึ่ง หากบังคับใช้ตามที่คณะกมธ.วิสามัญฯเสียงข้างมากแก้ไข จะก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากตัวแทนของกกต.ได้มาชี้แจงคณะกมธ.วิสามัญฯว่าตัวเลขค่าใช้จ่ายของผู้สมัครสส.จะอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับว่าทุนประเดิมของพรรคการเมืองจะอยู่ 1.5 ล้านบาท ทั้งนี้ จะมีปัญหาตามมาว่าค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของแต่ละครั้งย่อมจะไม่เท่ากันโดยจะผันแปรไปตามที่กกต.ประกาศในแต่ละครั้ง ดังนั้น หากพรรคการเมืองไม่มีทุนประเดิมได้ตามที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามตัวเลขค่าใช้จ่ายผู้สมัครสส.ย่อมจะก่อให้เกิดการตีความว่าพรรคการเมืองนั้นย่อมไม่อาจสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่เช่นกัน ดังนั้น จึงคิดว่าควรกลับไปใช้มาตรา 9 ตามที่กรธ.เสนอไว้ตั้งแต่ครั้งแรกเพื่อให้เกิดความแน่นอนในการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง
พล.อ.สมเจตน์ ชี้แจงว่า ตัวเลข 1.5 ล้านบาทอ้างอิงมาจากตัวเลขค่าใช้จ่ายของผู้สมัครสส.ตามที่กต.กำหนด ซึ่งจะผันแปรไปตามภาวะเศรษฐกิจไม่ตายตัว อย่างไรก็ตาม ยืนยันแม้ในตอนแรกพรรคการเมืองอาจไม่ต้องมีทุนประเดิม เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีทุนทรัพย์น้อยสามารถตั้งพรรคการเมืองได้ แต่เมื่อดำเนินการกิจการพรรคการเมืองไปแล้ว พรรคการเมืองจะต้องมีเงินทุนประเดิม มิเช่นนั้นพรรคการเมืองจะไม่สามารถขอรับเงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากอภิปรายในมาตรา 9 มาเป็นเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง สุดท้ายที่ประชุมสนช.มีมติเสียงข้างมาก 109 ต่อ 95 เสียงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกมธ.วิสามัญ โดยที่ประชุมเห็นควรแก้ไขมาตรา 9 ว่า เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการของพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องมีทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท โดยผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละไม่น้อยกว่า 1,000บาทแต่ไม่เกินคนละ5หมื่นบาท ในส่วนของค่าบำรุงพรรคการเมืองที่ประชุมสนช.ยืนตามร่างกรธ.ที่ให้เรียกเก็บจากสมาชิกไม่น้อยกว่าปีละ 100 บาทแต่เพิ่มเรื่องของการอำนวยความสะดวกในการจัดเก็บค่าบำรุงพรรคการเมือง โดยให้สำนักงานประสานงานกับธนาคาร ทั้งนี้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
จากนั้นที่ประชุมได้อภิปรายต่อเนื่อง จนถึงหมวด 3 เรื่องการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง มาตรา 47 ที่กมธ.เสียงข้างมากเพิ่มขึ้นใหม่เกี่ยวข้องกับระบบไพมารีโหวต แต่นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง กมธ.ในสัดส่วนของกรธ.ในฐานะเสียงข้างน้อยได้สงวนความเห็น โดยชี้แจงว่า การส่งผู้สมัครฯรับเลือกตั้ง ที่กมธ. เสียงข้างมากปรับแก้ มีความเกี่ยวข้อง ตั้งแต่มาตรา 35 47-49 ซึ่งกำหนดให้มีตัวแทนพรรคประจำจังหวัดในแต่ละเขตเลือกตั้งก่อน ขอตั้งสังเกตว่า จะกลายเป็นเงื่อนไขว่า พรรคการเมืองจะส่งผู้สมัครได้ ก็ต่อเมื่อมีสาขาหรือตัวแทนประจำจังหวัดเสียก่อน ถ้าไม่มีก็จะส่งไม่ได้ โดยการส่งผู้ลงเลือกตั้ง ตามที่กมธ.เสียงส่วนใหญ่แก้ ยังมีบางกรณีที่ หากพรรคการเมืองไม่ดำเนินการตามาตรา 47 - 49 กกต.ทำอย่างไร กับผู้สมัครฯที่พรรคการเมืองส่งมา อีกทั้งกระบวนการที่กำหนดไว้ จะสามารถทำได้ตามกำหนดเวลา ทั้งในส่วนของการเลือกตั้งตามปกติ และการเลือกตั้งซ่อมหรือไม่ ขั้นตอนตามมาตรา 49/1 2/ ค่อนข้างมาก ต้องดูให้ชัดเจนว่าทำได้ตามกำหนดเวลา และทันต่อกำหนดการเลือกตั้งหรือไม่" นายธนาวัฒน์กล่าว
พล.อ.สมเจตน์ ชี้แจงว่า ข้อห่วงกังวล ในการเลือกตั้งซ่อมมีบทบัญญัติยกเว้นไว้ในมาตรา 49/2 กมธ.เห็นเรื่องเวลาสำคัญ ในมาตรา 49 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม กำหนดให้การสรรหาผู้สมัครฯส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อ พรรคสามารถดำเนินการไว้ล่วงหน้า ก่อนมีพ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งได้ เราหาวิธีแก้ปัญหาไว้แล้ว เพราะยุบสภาจะมีเวลา 45 วัน นักการเมืองสามารถเตรียมการลงสมัครรับเลือกตั้งไว้ก่อนแล้วได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อพิจารณาจนครบ 142 มาตราแล้ว ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ...ด้วยคะแนน 180 เสียง งดออกเสียง 3 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง โดยขั้นตอนต่อจากนี้สนช.จะต้องส่งร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ให้กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาว่าร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่สนช.แก้ไขสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อไป ซึ่งทั้งกรธ.และกกต.ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 10 วันและส่งกลับมายังประธานสนช. ทั้งนี้ใช้เวลาการพิจารณา 6 ชั่วโมงกว่า



