ข่าว

“พาณิชย์” ดันผู้ประกอบการเข้ายุคการค้าออนไลน์

“พาณิชย์” ดันผู้ประกอบการเข้ายุคการค้าออนไลน์

15 มิ.ย. 2560

“พาณิชย์” ดันผู้ประกอบการเข้ายุคการค้าออนไลน์ คาดเงินสะพัดอี – คอมเมิร์ซปีละกว่า 2.4 ล้านล้าน

 
              นางลลิดา จิระนันทประวัติ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยในการเปิดงาน Thailand e-Commerce Day 2017 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด The edge of Digital Commerce : พลิกธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล เพิ่มช่องทางการขาย เพิ่มรายได้ ด้วยการค้าแบบออนไลน์ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีประชากรที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่กว่า 90 ล้านเครื่อง และในจำนวนนี้เป็นสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 46 ล้านเครื่อง อีกทั้งยังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กถึง 35 ล้านราย มากเป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโอกาสในการค้าขายสินค้าผ่านระบบอี – คอมเมิร์ซมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีมูลค่าตลาดสูงถึง 2.4 ล้านล้านบาท และจากการประเมินคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละมากกว่า 10% ในแต่ละปี  

         นางลลิดากล่าวต่อว่า ปัจจุบันช่องทางออนไลน์นับเป็นโอกาสของผู้ประกอบการค้ายุคใหม่ เพราะโดยส่วนใหญ่การ้าปัจจุบันเป็นประเภทธุรกิจต่อธุรกิจ (บีทูบี) ขณะที่การค้าขายธุรกิจต่อผู้บริโภค (บีทูซี) ยังมีมูลค่าไม่มาก ประมาณ 3 แสนล้านบาทต่อปี แต่พบว่ามีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่การซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น มีอัตราการขยายตัวแบบก้าวกระโดด 
“สินค้าที่ได้รับความนิยมในการซื้อขายผ่านทางออนไลน์ เช่น สินค้าแฟชั่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสื่อสาร อาหาร และสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งขณะนี้กรมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการหันมาให้ความสำคัญกับการค้าขายออนไลน์ หรือคนที่คิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจต้องมีช่องทางการค้าขายออนไลน์ด้วย เพราะเป็นแนวโน้มใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม โดยกรมพร้อมให้การสนับสนุนทั้งการพัฒนาผู้ประกอบการค้าออนไลน์ การผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้ามาจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อสร้างความเชื่อมั่น”
            นายกิตติคม ปล้องนิราศ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดดิจิทัล มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยถึงกลยุทธ์ทำการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) โดยระบุว่า การตลาดดิจิทัล เป็นช่องทางทำการตลาดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ ไอจี และเว็บไซต์ ซึ่งปัจจุบันเป็นฟันเฟืองสำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจในยุคนี้ไปแล้ว ไม่ว่าธุรกิจประเภทใดก็จำเป็นต้องใช้การตลาดดิจิทัลเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็วและตรงจุด รวมถึงธุรกิจสถาบันการศึกษาด้วย
            สำหรับปัจจัยทำการตลาดดิจิทัลให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตรงจุด มีอยู่ 5 ข้อ ได้แก่ 1. ขาดความเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์ จึงไม่สามารถดึงจุดเด่นมาทำเป็นคอนเทนต์ให้ผู้บริโภคสนใจหรือพึงพอใจได้ 2. ขาดความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ทำให้สื่อสารไม่ตรงทาร์เก็ต  3. ผู้ดูแลเพจอาจรู้จักจุดเด่นของตัวสินค้าเป็นอย่างดี 4. ไม่เข้าใจหลักการทำงานของแต่ละแพลตฟอร์ม เพราะแพลตฟอร์มที่ต่างกัน และ 5. เป็นประเด็นสำคัญที่สุด  คือ การโอ้อวดสินค้าเกินจริง อาจลดทอนความน่าเชื่อถือ 
           “ในส่วนของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เริ่มใช้ช่องทางการตลาดดังกล่าวเพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้แฟนเพจเฟซบุ๊กของมหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นตัวกลางหลัก ปัจจุบันมียอดผู้ติดตามกว่า 5 แสนคน และล่าสุดยังขึ้นแท่นอันดับ 3 ของเพจที่มียอด engagement (ยอดวัดผลตอบรับจากผู้ชมที่มีต่อเนื้อหา) สูงสุดของโลกในหมวดหมู่สถาบันการศึกษา ชนะมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดในสหรัฐอเมริกาที่ครองอันดับ 4 จากการสำรวจของ Socialbakers เว็บไซต์ด้านการวิเคราะห์และจัดอันดับสื่อโซเชียลที่ได้รับความเชื่อถือในระดับสากล”