ข่าว

ขสมก.รอคำสั่งศาล  ลงนาม‘อี-ทิคเก็ต’

ขสมก.รอคำสั่งศาล  ลงนาม‘อี-ทิคเก็ต’

15 มิ.ย. 2560

ขสมก.รอคำสั่งศาล  ลงนาม‘อี-ทิคเก็ต’

 นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยในงานแถลงข่าวชี้แจงเรื่องการประมูลระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ (อี-ทิคเก๊ต) และการประมูลรถโดยสารประจำทางที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (รถเมล์เอ็นจีวี) วานนี้ (14 มิ.ย.) ว่าจากกรณีที่กิจการร่วมค้า BMZT ซึ่งประกอบด้วยบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือBTSC,บริษัท เอ็มเอสไอ โกลบอล ไพรเวท จำกัด,บริษัท ซูเล็ค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด,บริษัท ทรานส์โค้ด จำกัด และ BSS ยื่นฟ้ององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ต่อศาลปกครองกลางในประเด็นที่ ขสมก. ตัดสิทธิ์กิจการร่วมค้า BMZT จากยื่นซองประกวดราคาอี-ทิคเก็ต พร้อมขอให้ศาลออกคำสั่งชั่วคราวระงับการลงนามสัญญาระหว่าง ขสมก. และผู้ชนะการประมูลนั้น

นายสมศักดิ์ชี้แจงว่า กิจการร่วมค้า BMZT ไม่ผ่านคุณสมบัติและไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมเสนอราคาในการประมูลอี-ทิคเก็ต เพราะไม่ได้ยื่นเอกสารตามเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) ข้อที่ 2.2 คือ ต้นฉบับหรือสำเนาหนังสือรับรองผลงานที่เคยทำ และข้อที่ 3.2 (2) ซึ่งกำหนดให้ยื่นหนังสือเงื่อนไขวิธีการเช่าด้วยวิธีทางอิเล็คทรอนิกจำนวน 3 ชุด แต่กิจการร่วมค้า BMZT ยื่นเพียงชุดเดียว

กิจการร่วมค้า BMZT ได้คัดค้านคำสั่งด้วยเหตุผลว่าบริษัท เอ็มเอสไอฯซึ่งอยู่ในกิจการร่วมค้าเคยทำงานกับรัฐบาลสิงโปร์ แต่ไม่มีการทำหนังสือสัญญา ซึ่งขสมก.แนะนำไปแล้วว่ากิจการร่วมค้า BMZT สามารถให้สถานทูตสิงคโปร์ในประเทศไทยทำหนังสือรับรองได้ แต่เอกชนก็ไม่ได้ดำเนินการตามคำแนะนำดังกล่าว ดังนั้นจึงตกคุณสมบัติไป

“ผมจะรอ ถ้าหากศาลมีคำสั่งคุ้มครองการประมูลอี-ทิคเก็ตมาก่อนบ่าย 2 โมงของวันนี้ (15มิ.ย.) ขสมก. ก็จะไม่ลงนามสัญญากับบริษัท ช.ทวี ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูล แต่ถ้าไม่มีคำสั่งศาลมาในเวลาดังกล่าว ก็จะเดินหน้าลงนามกับบริษัท ช.ทวี ตามที่แจ้งกับสื่อมวลชนไปก่อนหน้านี้” นายสมศักดิ์กล่าว

นายสมศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ ขสมก. บอกเลิกสัญญาการจัดหารถโดยสารประจำทางที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (รถเมล์เอ็นจีวี) จำนวน 489 คัน มูลค่า 3,389 ล้านบาทกับบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัดว่า

ธนาคารที่ค้ำประกันสัญญาให้เบสท์ริน ได้จ่ายเงินค้ำประกันกรณีส่งมอบรถล่าช้าให้ ขสมก. ตามสัญญาแล้วจำนวน 338.9 ล้านบาท แต่เบสท์รินยังมีค่าปรับที่เกินวงเงินค้ำประกันอีกประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่ง ขสมก. จะฟ้องร้องเบสท์รินเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายในประเด็นนี้ต่อไป

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมา กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้เพิกถอนทะเบียนรถเมล์เอ็นจีวีของเบสท์รินที่ออกจากท่าเรือแหลมฉบังจำนวน 292 คัน เพราะพบว่าเบสท์รินได้แสดงใบเสร็จรับเงินจาก ขสมก. เป็นเท็จ ขณะเดียวกันทราบว่าเบสท์รินได้เพิกถอนคำขอคุ้มครองชั่วคราวต่อศาล ที่ขอให้ ขสมก. รับมอบรถเมล์เอ็นจีวี 292 คัน แต่ก็ไม่ทราบว่าเป็นสาเหตุใด

สำหรับการประมูลรถเมล์เอ็นจีวี 489 คันรอบใหม่ ซึ่ง ขสมก. เพิ่งประกาศขยายระยะเวลาการยื่นเอกสารการประมูลจากวันที่ 12 มิ.ย. ที่ผ่านมา เป็นวันที่ 22 มิ.ย. นั้น เบื้องต้นต้องรอให้อนุกรรมการฝ่ายกฎหมายของคณะกรรมการบริหารกิจการ (บอร์ด) ขสมก. ชี้ขาดในวันที่ 16 มิ.ย. นี้ก่อนว่า การประมูลรอบนี้จะยึดราคากลางตามผลการประมูลรอบเดิมของเบสท์ริน หรือยึดราคากลางตาม TOR ปัจจุบัน

แต่ส่วนตัวเห็นว่าน่าจะยึดตาม TOR ปัจจุบัน เพราะระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำหนดให้การประมูลรอบใหม่ต้องยึดราคากลางตามการประมูลที่ได้ซื้อขายสำเร็จ แต่การประมูลรอบเบสท์รินยังดำเนินการไม่สำเร็จและถูกยกเลิกสัญญาไปก่อน