
“เทเรซา เมย์” จับมือพรรคดียูพีตั้งรัฐบาลผสม
“เทเรซา เมย์” จับมือพรรคดียูพี ตั้งรัฐบาลผสม เดินหน้าสร้างความมั่นคงแก่สหราชอาณาจักร
10 มิ.ย. 60 - นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศจับมือกับพรรคเดโมแครติก ยูเนียนนิสท์ หรือ ดียูพี จากไอร์แลนด์เหนือ พร้อมเดินหน้าสร้างความมั่นคงแก่สหราชอาณาจักร และจะสร้างประเทศที่ไม่มีผู้ใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
นางเมย์ ยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะนำพาประเทศผ่านการเจรจาแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิท) โดยจะทำตามความต้องการของประชาชน
ทั้งนี้ ผลการนับคะแนนครบทุกหน่วยเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า พรรคอนุรักษ์นิยมได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 319 ที่นั่ง ลดลง 11 ที่นั่ง จากเดิมที่ได้ 330 ที่นั่ง ส่วนพรรคแรงงานได้ 261 ที่นั่ง เพิ่มขึ้น 29 ที่นั่ง จากเดิมที่ได้ 232 ที่นั่ง ขณะที่พรรคชาตินิยมสกอตแลนด์ (เอสเอ็นพี) ได้ 35 ที่นั่ง และพรรคลิบ เดมส์( Lib Dems) ได้ 12 ที่นั่ง ส่วนพรรค ดียูพี ได้ 10 ที่นั่ง ซึ่งบ่งชี้ว่าอังกฤษจะเข้าสู่ภาวะที่ไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมากในสภา โดยพรรคการเมืองจะต้องได้ที่นั่งอย่างน้อย 326 ที่นั่งจากทั้งหมด 650 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จึงจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้
การที่พรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งได้ 319 ที่นั่ง จับมือกับพรรคดียูพีของไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งมี 10 ที่นั่ง จะทำให้เกิดรัฐบาลที่มี 329 ที่นั่ง โดยมีจำนวนที่นั่งเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรอย่างฉิวเฉียด
ขณะที่นายมอริตซ์ เครเมอร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) กล่าวว่า สหราชอาณาจักรอาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถืออีกครั้งหนึ่ง หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่งผลให้ไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมากในสภา
ด้านนางแคธริน มูลบรอนเนอร์ รองประธานอาวุโสของมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส กล่าวว่า มูดี้ส์ จะจับตาการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภาของสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิด
“มูดี้ส์กำลังจับตากระบวนการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของสหราชอาณาจักร และจะประเมินผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือ” นางมูลบรอนเนอร์ กล่าวและว่า "ทิศทางในอนาคตของอันดับความน่าเชื่อถือของสหราชอาณาจักรจะถูกผลักดันจากปัจจัย 2 ประการ ซึ่งได้แก่ ผลการเจรจาของสหราชอาณาจักรเกี่ยวกับการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป และผลกระทบที่มีต่อแนวโน้มการขยายตัว ส่วนประการที่ 2 คือ ความคืบหน้าของสถานะการคลัง เนื่องจากขณะนี้ สหราชอาณาจักรประสบปัญหาขาดดุลทางการคลัง และหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น.”



