
ตีกรอบเร่งเยียวยา "สื่อมืออาชีพ" ก่อนเจ๊ง..!!
มอง "สื่อมวลชน" กำลังป่วย จากวิกฤตธุรกิจ แนะ ให้เร่งเยียวยา ทั้ง งดเขียนข่าวจากการแชร์ข้อมูล- "รบ." ส่งเสริม "สื่อฯ" ที่มีกรอบจริยธรรม- "ปชช." ร่วมอันไลค์
"กสทช." ย้ำแนวคิดสร้างกรอบคุมข่าวออนไลน์แน่หวั่นลามสังคมแตกแยก
9 มิ.ย. 60 ที่สมมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดราชดำเนินเสวนา เรื่อง "ข่าวเปรี้ยว ข่าวเปรี้ยง สะท้อนความป่วยไข้ของสังคมไทย" โดยมีนักวิชาการ นักสื่อสารมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเวทีเพื่อวิเคราะห์ถึงปัญหาและร่วมเสนอแนะต่อทางออก ตกผลึกประเด็นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
นักวิชาการ ชี้ "สื่อป่วยหนัก" เล่นกระแสตามออนไลน์
โดยนายวรัชญ์ คุรจิต ผู้ช่วยอธิบการบดีฝ่ายสื่อสารองค์การ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า จากกรณีการนำเสนอข่าวที่เกี่ยวข้องกับ น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือ เปรี้ยว" ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพอำพรางคดีที่ จ.ขอนแก่น สะท้อนให้เห็นว่าสังคมและสื่อมวลชนมีอาการป่วย โดยอาการป่วยของสังคมที่ตนวิเคราะห์ได้ คือ โรคนิยมความดัง, โรคติดกระแส แม้สิ่งที่คิดว่าดังนั้นเป็นเรื่องของบุคคลที่ทำตัวไร้สาระ หรือผู้ต้องหาคดีร้ายแรง, โรคนิยมความฉาบฉวย ไร้ความละเอียดอ่อน, โรคคิดไม่รอบคอบ เกาะกระแส โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และ โรคนิยมความรุนแรง ขณะที่สื่อมวลชนมีอาการป่วยด้วยอาการกลัวตกข่าว, กลัวเรตติ้งตก จึงต้องเกาะกระแส นำเสนอทุกประเด็น โดยไม่กล้าเปิดประเด็นใหม่ รวมถึงนำเสนอข่าวสารที่เน้นด้านอารมณ์ โดยไม่สามารถแยกข้อเท็จจริง ออกจากความคิดเห็นด้านอารมณ์ได้ นอกจากนั้นสื่อมวลชนกำลังป่วยคือ ควบคุมตัวเองไม่ได้ ทั้งองค์กรสื่อสารมวลชน ซึ่งประเด็นที่เกิดขึ้นจากปรากฎการณ์ของการนำเสนอข่าวสาร คือ การไร้กรอบจริยธรรม
แนะ "สื่อหลัก" งดทำข่าวจากการแชร์- "รัฐบาล" ต้องหนุน สื่อฯ น้ำดี
"ผมเชื่อว่า สื่อมวลชนกระแสหลักมีบทบาท และอิทธิพลสูงมากต่อการสร้างกระแส และทำให้สังคมติดโรคต่างๆ ทั้งนี้หากสื่อกระแสหลัก ไม่หยิบประเด็นที่สื่ออินเตอร์เน็ตมาขยายต่อ ทั้งนี้มีผลสำรวจด้วยว่ามีประชากร ร้อยละ 40 ที่ติดตามข่าวสารจากสื่อโทรทัศน์, วิทยุ และหนังสือพิมพ์ ขณะที่ร้อยละ 60 ที่ติดตามข่าวสารผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต ดังนั้นสื่อกระแสหลักต้องสร้างความชัดเจนในความเป็นแบรนด์ของสื่อหลัก ทั้งความเป็นองค์กรที่มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่นำเสนอข่าวสารมาจากการแชร์ข่าวเท่านั้น แต่ต้องนำเสนอข้อมูลที่มีคุณภาพ มีการตรวจสอบก่อนเผยแพร่ นอกจากนั้นต้องสร้างพลังของพลเมืองที่แสดงความเห็นไม่ยอมรับกับข่าวสารที่ไม่สามารถยอมรับได้ ส่วนภาครัฐต้องมีนโยบายหรือบทบาทด้านการสนับสนุนและส่งเสริมสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบจริยธรรม เพื่อให้ธุรกิจสื่อมวลชนอยู่รอดได้" นักวิชาการด้านสื่อสาร กล่าว
"ผจก.ออนไลน์" เห็นด้วย "สื่อฯ" ป่วยหนัก เพราะใกล้เจ๊ง
ด้านนายวริษฐ์ ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการเว็ปไซต์ผู้จัดการออนไลน์ กล่าวยอมรับว่าการนำเสนอข่าวบนโซเชียลมีเดีย หากไม่เป็นประเด็นข่าวฉาว จะไม่ได้รับความสนใจ จากปรากฎการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นที่ชัดเจนเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่มีการเผยแพร่ภาพศพของเด็กหญิงที่ถูกข่มขืนบนรถไฟและโยนศพทิ้ง และจากกรณีข่าวคดีเปรี้ยวนั้น ตนมองว่า สังคมป่วย ขณะนี้ที่สื่อมวลชนไทยนั้นมีอาการป่วยที่หนักกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสื่อไทยเผชิญกับภาวะวิกฤตอย่างหนัก โดยรอบปีที่ผ่านมามีนิตยสาร และหนังสือพิมพ์ ปิดตัวจำนวนมาก อย่างไรก็ดีแม้สื่อกระแสหลักจะตอบโจทย์ความอยากรู้ และสิ่งที่ควรรู้ของประชาชน รวมถึงเคารพต่อสิทธิมนุษยชนเพื่อรักษาสมดุลของการนำเสนอข่าวสารต่อสาธารณะ แต่ไม่ได้รับความสนใจมากเท่ากับสื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่คำนึงถึงการเคารพสิทธิของผู้ต้องหา หรือผู้เสียหาย
ชี้ "สื่อบนเพจFB" เน้นการตลาด-ไม่คุ้มครองปชช.จริง
นายวริษฐ์ กล่าวด้วยว่าสื่อมวลชนไทย ส่วนมากร้อยละ 90 ถือว่าเป็นสื่อของเอกชน และอยู่ในภาวะที่ธุรกิจไปต่อไม่ได้ และต้องเผชิญกับการถูกกำกับ หรือควบคุมอีก ส่วนตัวมองว่าแม้จะไม่มีการกำกับหรือควบคุม สื่อมวลชนก็จะค่อยๆ ตายลง ขณะที่สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นเพจการตลาดที่ไม่คำนึงถึงการปกป้องหรือคุ้มครองผู้บริโภค หากเกิดกรณีที่ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากหน่วยงานรัฐ จะมีใครจะช่วยเหลือ เพราะข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊กเท่าที่ทราบ มีคนเพียงไม่กี่คนที่ดูแลเพจ แม้บางเพจ เช่น เพจอีจัน จะเป็นอดีตสื่อมวลชน แต่มีทีมงานจำนวนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่อยากชี้ให้เห็นคือ หากนำเสนอข่าวเพื่อประชาชนกรณีต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม หากถูกฟ้องเพียงครั้งเดียว เพจนั้นอาจถูกปิดตัวแน่นอน จากนั้นจะมีใครที่เป็นตัวแทนต่อสู้เพื่อประชาชนอีก
"ประวิทย์" แนะ "สื่อหลัก" อย่าลดตัวแข่ง "ออนไลน์" เหตุมีแต่แพ้
ขณะที่นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่าตนมองว่า สื่อหลัก หรือสื่อมวลชน พยายามแข่งกับสื่อประชาชน ทั้งเฟซบุ๊ก ซึ่งไม่มีกติกากำกับ ดังนั้นหากสื่อหลักลดคุณค่าตัวเองไปแข่งก็มีแต่แพ้เท่านั้น และอีกมุมจะสร้างและส่งเสริมให้สังคมเข้าใจว่าเฟซบุ๊คนั้นก็เป็นสื่อ ผมมองว่าความแตกต่าง คือจุดรอดของสื่อมวลชน ขณะเดียวกันต้องยกระดับและมาตรฐานการทำงานเพื่อให้สื่อมวลชนเป็นทางออกของสังคม ไม่ใช่เป็นส่วนที่ซ้ำเติมสังคม ส่วนประเด็นการกำกับและควบคุมสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เว็ปเพจบนเฟซบุ๊คนั้น ยอมรับว่าเป็นความพยายามที่จะดำเนินการ แต่ยังไม่มีความชัดเจนเพราะอยู่ระหว่างการหาแนวทาง
"กสทช." เอาแน่ สร้างกรอบคุม "ออนไลน์" หวั่นลามสังคมแตกแยก
นพ.ประวิทย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับประเด็นนำเสนอข้อมูลบนสื่อออนไลน์นั้น ต้องพิจารณาอย่างชั่งใจ ระหว่างเสรีภาพ กับ การไม่สามารถควบคุมได้ เพราะทุกคนมองว่า ตนเองเป็นอนาธิปไตย ซึ่งกรณีของคดีเปรี้ยว หากติดตามผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จะพบแฮชแท็กว่า ทีมเปรี้ยว โดยผลที่เกิดขึ้น มองว่าทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มระหว่างคนที่เข้าข้างเปรี้ยว กับคนที่ไม่สนับสนุนเปรี้ยว ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นกังวลว่าเป็นปัญหาสังคมที่ต้องเร่งจัดการ ไม่เช่นนั้นอาจทำให้สังคมเลวร้ายกว่าการแตกแยก คือ ความไม่กลมกลืนกัน ดังนั้นผมมองว่าเป็นโอกาสดีที่ควรมาพิจารณาถึงการสร้างแนวทางของสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเป็นทางออก และสร้างกรอบจากการพูดคุยเพื่อให้เป็นแนวทางที่ไม่ควรล้ำ อย่างไรก็ตามประเด็นที่มีคนมองว่า กสทช. กำลังกำกับ แต่สื่อ ต้องบอกด้วยว่า จะแค่ไหน เพื่อไม่ให้การกำกับเป็นการปิดปาก ที่ทุกคนไม่สามารถทำอะไรได้ทั้งสิ้น และกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่
"นายกนักข่าว" แนะ "รัฐบาล" ส่งเสริมบทบาท ปชช. แทนกำกับ "สื่อฯ"
ส่วน นายปราเมศ เหล็กเพ็ชน์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากปรากฎการณ์และการนำเสนอข่าวคดีเปรี้ยว ตนมองว่า ต้องมีการถ่วงดุลด้วย ระหว่างการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ต้องปฏิบัติตามกรอบและแนวทางที่ไม่ละเมิดหรือสิทธิของผู้ต้องหา รวมถึงต้องคำนึงถึงสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชนด้วย ขณะเดียวกันในประเด็นของสื่อมวลชนต้องตระหนักการทำหน้าที่ เพื่อเป็นความหวังและทางออกของสังคม อย่างไรก็ตามขณะนี้มีข้อเสนอแนะ จากนพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้ผลิตกลุ่มนักข่าวที่เป็นความหวังของสังคม เพื่อนำเสนอข่าวที่จรรโลงใจต่อสังคม ซึ่งประเด็นดังกล่าวทางสมาคมนักข่าวและองค์กรที่เกี่ยวข้องเตรียมพิจารณา อย่างไรก็ตามในด้านการกำกับกันเองของสื่อมวลชน ทางองค์กรวิชาชีพสื่อ อาทิ คณะกรรมการจริยธรรม มีแนวทางมอร์นิเตอร์ข่าวที่ส่อขัดต่อจริยธรรม เพื่อนำเสนอให้สังคมรับทราบเป็นระยะ นอกจากนั้นยังมีแนวทางควบคุมกันเอง แต่แนวทางดังกล่าวอาจไม่ทันใจของสังคม
"ประเด็นการควบคุมสื่อมวลชน ของรัฐ นั้นที่จริงแล้วรัฐไม่จำเป็นต้องทำ และผมมีข้อเสนอ คือ ให้รัฐจัดสรรงบประมาณไปยังเครือข่ายหรือองค์กรที่เป็นตัวแทนของประชาชน เช่น มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค ให้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนกล่าวโทษสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวสารซึ่งละเมิดหรือหมิ่นประมาท เพื่อเป็นการพัฒนาและยกระดับประชาชนด้านสิทธิ และหน้าที่ของตนเอง" นายปราเมศ กล่าว
"สมาคมข่าวออนไลน์" วอน "ปชช." อันไลค์แฟนเพจไม่เหมาะสม
น.ส.กนกพร ประสิทธิผล นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ เชื่อว่า เนื้อหาของข่าวสารที่ดี ยังขายได้ สื่อที่ฉาบฉวยหรือตามกระแส อาจเรียกรายได้ ไปไม่ไกล เพราะสังคมจะเรียนรู้จากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของข่าวออนไลน์ ที่ประกอบด้วย ผู้ส่งสาร กับ ผู้รับสาร หน้าที่สำคัญของสื่อมวลชน และ องค์กรวิชาชีพต้องร่วมการตรวจสอบ ขณะเดียวกันส่วนของประชาชน หากพบข้อความผ่านแฟนเพจที่ไม่เหมาะสม หรือการนำเสนอภาพ คลิปวิดีโอที่ไม่เหมาะสม ควรงดการสนับสนุน หรือ กดอันไลค์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมรับแฟนเพจ.



