
เวียดนามร้อนระอุ!
โดย - อาจารย์พิสิฐ อำนวยเงินตรา อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ใครมีโอกาสเดินทางไปที่ประเทศเวียดนามคงเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดไม่ต่างกับการอยู่กลางทะเลทราย โดยอุณหภูมิในหลายพื้นที่ของเวียดนามทะยานขึ้นเหนือระดับ 40 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กรุงฮานอยทำสถิติร้อนสุดในรอบ 46 ปี
นับตั้งแต่วันที่ 1-5 มิถุนายนเป็นเวลาเกือบสัปดาห์ที่พื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางของเวียดนามเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดจากคลื่นอากาศร้อนแผ่ปกคลุม โดยที่กรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม เป็นพื้นที่ที่มีอากาศร้อนที่สุด วัดอุณหภูมิสูงสุดได้ 42 องศาเซลเซียส ทำสถิติร้อนสุดนับตั้งแต่ปี 2514 ขณะที่พื้นที่อื่น ๆ ทางภาคเหนือของเวียดนามก็เผชิญสภาพอากาศร้อนไม่ต่างกัน
ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดฮ่ายเซือง ฮึงเอียน นามดิ่ง นิงบิ่ง ต่างมีอุณหภูมิอยู่ในระดับ 40 องศาเซลเซียส ส่วนพื้นที่ภาคกลางเวียดนาม แม้ว่าสถานการณ์จะไม่หนักเท่าที่ภาคเหนือ แต่ก็ประสบกับสภาพอากาศร้อนจัดเช่นเดียวกัน โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 37-39 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่จังหวัดแท็งฮว๋าวัดได้ 40.3 องศาเซลเซียส
สภาพอากาศที่ร้อนจัดในกรุงฮานอยส่งผลให้ผู้คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะสัญจรหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลากลางวัน ทำให้ท้องถนนที่ปกติจะคับคั่งไปด้วยผู้คนกลายเป็นถนนร้าง ไร้ผู้คนเดินจับจ่ายใช้สอย ตรงกันข้ามกับสวนสาธารณะ ทะเลสาบ และสวนน้ำ ที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ขณะที่คนเวียดนามตามต่างจังหวัดเลือกที่จะไปคลายร้อนตามชายทะเล ทำเอาคนแน่นแทบไม่มีพื้นที่ให้เล่นน้ำ
ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เดือนพฤษภาคมกับเดือนมิถุนายนในเวียดนามจะมีอากาศร้อน เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่มีอากาศร้อนที่สุดของปี แต่เนื่องด้วยสาเหตุจากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำรุนแรงทางทิศตะวันตกและอิทธิพลจากลมเฟิห์น (ชาวเวียดนามนิยมเรียกว่า ลมลาว หรือ ลมเฟิห์นตะวันตกเฉียงใต้ เป็นลมที่เกิดขึ้นด้านหลังเขามีลักษณะเป็นลมร้อนและแห้ง) พาดผ่าน ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงกว่าปกติ ประกอบกับการพัฒนาเมืองที่เต็มไปด้วยป่าคอนกรีต และพื้นที่สีเขียวที่ไม่สมดุลกับจำนวนประชากร ล้วนส่งผลให้กรุงฮานอยและพื้นที่ต่างๆ ของเวียดนามเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดที่หนักที่สุดในรอบ 46 ปี
ประเด็นพื้นที่สีเขียวของเมืองเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกยกนำมาพูดถึงและเชื่อมโยงกับการเกิดสภาพอากาศที่ร้อนจัดในครั้งนี้ จากข้อมูลของกระทรวงการก่อสร้างเวียดนาม ระบุว่า สัดส่วนพื้นที่สีเขียวของกรุงฮานอยต่อประชากรอยู่ที่ 2-3 ตารางเมตรต่อคน ขณะที่สัดส่วนมาตรฐานพื้นที่สีเขียวในพื้นที่เมืองต่อประชากรตามที่สหประชาชาติกำหนดไว้ต่ำสุดอยู่ที่ 10 ตารางเมตรต่อคน ส่วนเมืองสมัยใหม่ทั่วโลกมีสัดส่วนอยู่ที่ 20-25 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งหมายความว่า พื้นที่สีเขียวของกรุงฮานอยคิดเป็นเพียง 1 ใน 5 ของมาตรฐานโลก
ทั้งนี้ในช่วงกลางสัปดาห์อิทธิพลของมวลอากาศเย็นที่พาดผ่านพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางของเวียดนามทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ทั้งยังส่งผลให้อุณหภูมิเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน โดยที่กรุงฮานอยอุณหภูมิลดฮวบลงถึง 15-17 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตามศูนย์อุตุนิยมวิทยาและอุทกศาสตร์แห่งชาติเวียดนามคาดการณ์ว่า ในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมนี้ เวียดนามยังคงจะเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดอีกหลายระลอก และอุณหภูมิเฉลี่ยอาจสูงขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา 1-2 องศาเซลเซียส
ใครจะเดินทางไปเวียดนามช่วงนี้คงต้องเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม พกร่ม เสื้อกันฝน ครีมกันแดด และอย่าลืมเช็คสภาพอากาศด้วยครับ เพราะไม่อย่างนั้นอาจต้องได้นั่งหลบฝนหรือหลบอากาศร้อนจัดในโรงแรมก็เป็นได้ !



