
"กลุ่มรักษ์เชียงของ"ร้องศาลปค.ฯถอนฟังความเห็นเขื่อนปากเบง
"กลุ่มรักษ์เชียงของ"ฟ้องอธ.ทรัพยากรน้ำ-พวก ทำพีเอ็นพีซีเอ ขัดรธน.-ก.ม.สิ่งแวดล้อม ขอฟังความเห็นรอบด้านก่อน
8 มิ.ย. 60 - กลุ่มรักษ์เชียงของ นำโดย นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว,นายจีรศักดิ์ อินทะยศ,นายพิศณุกรณ์ ดีแก้ว พร้อมด้วย น.ส."ส.รัตนมณี" พลกล้า และ น.ส.เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน เดินทางมายื่นฟ้องอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ , กรมทรัพยากรน้ำ และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 เรื่องกระทำการโดยมิชอบ กรณีที่อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ , กรมทรัพยากรน้ำ และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นตามการกระบวนการแจ้งล่วงหน้าและปรึกษาหารือตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538 (พีเอ็นพีซีเอ) และกระบวนการใดๆที่เกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำปากแบง ในแม่น้ำโขง ของ สปป.ลาว ในประเทศไทย ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกฎหมาย ที่จะเป็นการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ชุมชน ประชาชนไทย ในผลกระทบข้ามพรมแดนจากโครงการบนแม่น้ำโขง
โดยกลุ่มชาวบ้าน จ.เชียงรายในนามกลุ่มรักษ์เชียงของ ได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นตามกระบวนการพีเอ็นพีซีเอ และกระบวนการใดๆที่เกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อนปากแบงในประเทศไทย ที่ได้ดำเนินการส่งไปยังคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงทั้งสิ้น
และขอให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสามปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกฎหมาย ที่จะเป็นการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ชุมชน ประชาชน ในผลกระทบข้ามพรมแดนจากโครงการบนแม่น้ำโขง ก่อนที่จะรัฐบาล สปป.ลาว จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างเขื่อนปากแบง และหรือก่อนที่จะมีการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนปากแบง ในสปป.ลาว
กับขอให้ผู้ถูกฟ้อง ดำเนินการทักท้วงและคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนในลำน้ำโขง โดยเฉพาะเขื่อนปากแบง ต่อคณะกรรมการแม่น้ำโขง และต่อสปป.ลาว
โดยน.ส."ส.รัตนมณี" ทนายความ กล่าวว่า ที่ต้องมาฟ้องคดีก่อน เนื่องจากกระบวนพีเอ็นพีซีเอ จะเสร็จสิ้นในเดือน มิ.ย.นี้ ทั้งที่ความจริงแล้ว ทั้ง 3 หน่วยงานดังกล่าวไม่ได้มีหน้าที่จัดการให้เป็นไปตามกระบวนการ แต่ควรต้องจัดรับฟังความคิดเห็นที่เป็นการปกป้องทรัพยากร และวิถีชีวิตชุมชนไทยริมฝั่งโขง
ซึ่งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา 3 ครั้งใน 3 พื้นที่ ไม่มีการทำในลักษณะดังกล่าวในถูกต้องครบถ้วนว่าโครงการนี้ไม่เหมาะสมอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อวิถีชุมชนชาวไทยอย่างไร ขณะเดียวกันทั้ง 3 หน่วยงานก็ไม่เคยดำเนินการใดๆ ที่เป็นการคุ้มครองสิทธิด้านทรัพยากรสำหรับคนไทยริมฝั่งโขงอย่างแท้จริง
ด้านนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว แกนนำกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า เขื่อนปากแบง อยู่ทางตอนล่างของ จ.เชียงราย ซึ่งที่ผ่านมาพวกเราก็ได้รับผลกระทบด้านทรัพยากรการการสร้างเขื่อนปิดกั้นแม่น้ำโขงในประเทศจีน มากอยู่แล้ว เพราะการจัดการของเขื่อนต่างๆ ไม่สอดรับกัน แล้วจะมีการสร้างเขื่อนปากแบง ในแม่น้ำโขงของ สปป.ลาว อีก
เราเคยมีตัวอย่างผลกระทบจากการสร้างเขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนดอนสะโฮงใน สปป.ลาว ที่การดำเนินการตามขั้นตอนพีเอ็นพีซีเอ ไม่ละเอียดรอบคอบมาแล้ว กลไกบางอย่างไม่สามารถขับเคลื่อนได้จริง ทำให้พวกเราไม่เชื่อกระบวนการพีเอ็นพีซีเอครั้งนี้ เพราะรู้สึกว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นเหมือนตรายางที่อนุมัติให้เขื่อนในแม่น้ำโขงได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
" การฟ้องครั้งนี้จึงหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แจ้งให้ กฟผ.ชะลอการซื้อขายไฟฟ้ากับสปป.ลาวไปก่อนจนกว่าจะมีการศึกษา หรือมีมาตรการที่เชื่อได้ว่า จะไม่มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือมีการแก้ไขปัญหาให้ชัดเจนเสียก่อน รวมทั้งอยากให้หน่วยงานของรัฐตระหนักว่าการพัฒนาลุ่มน้ำโขงมีปัญหา เพราะทุนข้ามพรมแดน แต่กฎระเบียบที่จะเข้าควบคุมดูแลให้เกิดความสมดุลในเรื่องสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร และวิถีชีวิต ยังไปไม่ถึง จึงจำเป็นที่ต้องมีการพัฒนาปรับปรุงให้สอดคล้องไปด้วย"



