ข่าว

“สมคิด”ถก“อาเบะ”  ดันไฮสปีดเทรนกรุงเทพฯ-เชียงใหม่

“สมคิด”ถก“อาเบะ”  ดันไฮสปีดเทรนกรุงเทพฯ-เชียงใหม่

08 มิ.ย. 2560

“สมคิด”ถก“อาเบะ”  ดันไฮสปีดเทรนกรุงเทพฯ-เชียงใหม่

 วันที่ 7มิ.ย. 60 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เข้าพบนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในระหว่างการเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความร่วมมือทางการค้าการลงทุน โดยได้ย้ำถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม

นายสมคิด กล่าวว่าได้เสนอขอความร่วมมือจากญี่ปุ่น ผลักดันการค้าและการลงทุนร่วมกัน4ประเด็น ประกอบไปด้วย1.การวางยุทธศาสตร์ของซีแอลเอ็มวีที( CLMVT) โดยขอให้ญี่ปุ่นเข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนาแผนดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ก่อนจะมีการจัดประชุด สุดยอดผู้นำอาเซียนในช่วงปลายปีนี้

อย่างไรก็ดี การเดินทางมาครั้งนี้จะมีการหารือร่วมกับนายโยชิฮิเดะ สึกะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ให้เข้ามาช่วยว่างแผนยุทธศาสตร์อาเซียน เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ไปพร้อมกัน เนื่องจากที่ผ่านมาญี่ปุ่นก็ให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS)อยู่แล้ว จึงถือเป็นโอกาสหากจะเข้ามาพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ไปพร้อมกัน อีกทั้งปัจจุบันแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของอาเซียนก็สอดคล้องกันอยู่ อนาคตข้างหน้าจึงจะเป็นโอกาสที่ทำให้กลุ่มเศรษฐกิจนี้แข็งแกร่ง จะมีการคมนาคมผ่านรถไฟตั้งแต่ เวียดนาม ลาว ไทย เมียนมา เชื่อมอินเดีย และบังคลาเทศ

นอกจากนี้ ในประเด็นที่2. การพัฒนารถไฟภายใต้กรอบความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ได้มีการหารือให้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ว่า เส้นทางกรุงเทพ – เชียงใหม่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ในขณะเดียวกันแผนพัฒนาเส้นทางเชื่อมตะวันออก-ตะวันตก (อีสต์ เวสต์ คอริดอร์ส) ก็มีความสำคัญที่ต้องผลักดัน โดยฝ่ายไทยได้ขอความร่วมมือจาก นายโยชิฮิเดะ สึกะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ให้เข้ามาช่วยเหลือเช่นเดียวกัน ส่วนประเด็นของข้อเสนอจากทางญี่ปุ่น ที่ต้องการให้ไทยขยายเส้นทางรถไฟจากระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ไปสิ้นสุดที่สถานีอยุธยา เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม ขณะนี้ได้เร่งรัดให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้ว

“เส้นกรุงเทพ – อยุธยา ที่ญี่ปุ่นเสนอให้ขยายต่อจากโครงการรถไฟอีอีซีนั้น ตอนนี้ได้ให้คมนาคมเร่งคิด เพราะมีประโยชน์ อนาคตเห็นว่าอุตสาหกรรมจะเติบโตมาก แต่ที่ต้องเน้นย้ำเลยก็คือ เส้นอีอีซีนั้น ต้องทำ จะแพงอย่างไรก็ต้องทำ เพราะเป็นประโยชน์ แต่เราก็ต้องไปดูงบว่าจะใช้เท่าไหร่ หรือจะดูการใช้งบจากกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ซึ่งในวันจันทร์นี้ (12มิ.ย.60) ก็จะเข้าไปติดตามงานที่กระทรวงคมนาคม ว่าโครงการต่างๆ เดินหน้าไปถึงไหนแล้วด้วย”

ประเด็นที่3คือ ได้รายงานถึงความร่วมมือระหว่างไทย – ญี่ปุ่น ในการมาเยือนครั้งนี้ ได้ลงนามความร่วมมือกันเป็นครั้งแรก ระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรมของไทย และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม (METI)โดยทางญี่ปุ่นจะเข้ามาสนับสนุนในการวางGlobal value chain(ห่วงโซ่มูลค่า) เพื่อปฏิรูปการผลิตทั้งหมด เชื่อมโยงข้อมูลดีมานด์และซัพพลายให้สอดคล้องกัน เนื่องจากMETIมีความเชี่ยวชาญในการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อวางระบบอยู่แล้ว ดังนั้นเชื่อว่าภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้อุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีมีประสิทธิภาพ ก้าวสู่ยุค4.0

และ4.เนื่องในโอกาสครบรอบสัมพันธ์ทางการทูต130ปี ได้ขอความร่วมมือไปยังMETIช่วยจัดงานเฉลิมฉลอง ด้วยการเดินทางมาเยือนไทย เพื่อเปิดเผยถึงข้อมูลของทิศทางการทำธุรกิจในอนาคต ที่จะต้องอาศัยเทคโนโลยี เนื่องจากโลกได้เปลี่ยนแปลงแล้ว ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวอย่างไร รวมไปถึงไทยยังได้ขอให้ ประธานสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น Keidanren(ไคเดนเรน) นำทัพนักธุรกิจญี่ปุ่นเดินทางมาพบกับนักธุรกิจไทยในโอกาสนี้ด้วย

“การเข้าพบท่านอาเบะครั้งนี้ ก็ได้ขอให้เราช่วยดูแลนักธุรกิจญี่ปุ่น ที่เข้าไปลงทุนในไทย ซึ่งเราก็ได้ให้คำมั่นว่า เราดูแลดีมาโดยตลอด และจะดูแลต่อไป เพราะญี่ปุ่นไม่เคยทอดทิ้งไทย ช่วยเหลือและนักลงทุนญี่ปุ่นก็ดูแลเรามาตลอด ซึ่งตอนนี้ก็มีจำนวนมาก ประมาณ7หมื่นคน” 

ต่อมานายสมคิด กล่าวบรรยายในงานสัมมนา “Thailand towards Asia Hub”ภายใต้หัวข้อThailand4.0means Opportunity Thailandจัดโดยองค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่กรุงโตเกียว โดยมีนักธุรกิจญี่ปุ่นเข้าร่วมงานราว 1,200 คน 

นายสมคิดระบุว่าไทยกำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศ โดยการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อีกทั้งยังมีอีอีซี รองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคการผลิตของไทยไปสู่ยุคดิจิทัล

ด้านมาโกโตะ นิตตะ ประธานบริษัทเกี่ยวกับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่ง ที่เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ กล่าวว่าลงทุนผลิตสินค้าอะไหล่ยานยนต์ในไทยมนานถึง 55 ปีแล้ว มีโรงงานในไทย 4 แห่งคือ ที่ฉะเชิงเทรา บางพลี บางปะกง และพระประแดง แต่ในช่วงนี้ยังไม่มีแผนขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติม ขณะที่การประเมินศักยภาพของไทยต่อการลงทุน 

ปัจจุบันถือว่าสถานการณ์ของไทยดีขึ้น ไม่มีปัจจัยน่ากังวล ทั้งในเรื่องการเมือง และอื่นๆ แต่ในอนาคตยังไม่รู้จะเป็นอย่างไร แต่ยังคงเชื่อมั่นที่จะทำธุรกิจในไทยต่อไป และไม่คิดถอนการลงทุน

ส่วนนายเคนโสะ อิโตโมะ ผู้ประกอบการบริษัทเกี่ยวกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า บริษัททำธุรกิจด้านการวางระบบด้านไอทีของคอมพิวเตอร์ และขณะนี้มีแผนจะเข้ามาลงทุนในไทย เพราะเห็นว่าไทยมีบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนจำนวนมาก และลงทุนมานานแล้ว ประกอบกับลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย จึงคาดว่าหากบริษัทจัดหาแหล่งเงินทุนได้ภายในเร็วๆ นี้ จะเริ่มเข้าไปลงทุนทันที ส่วนการรับฟังนายสมคิดอธิบายถึงแผนพัฒนาประเทศในครั้งนี้ ก็ทำให้มั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น

ขณะที่นายนาโอกิ อิโนเนะ เจ้าของตลาดซื้อขายชิ้นส่วนยานยนต์ทางอินเตอร์เน็ต (อี-มาร์เก็ตเพลส) โดยปัจจุบันมีสำนักงานตั้งอยู่ในไทย กล่าวว่าลูกค้าของบริษัทที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ สนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทย เพราะมองเป็นไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ของญี่ปุ่นแห่งใหญ่นอกประเทศญี่ปุ่น และที่สำคัญประเทศเพื่อนบ้านยังไม่มีอุตสาหกรรมนี้ 

นายประเสริฐ อัตตะนันท์ รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เปิดเผยว่า ร.ฟ.ท. ได้ปิดขายเอกสารประกวดราคาโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทางนครปฐม-หัวหิน มูลค่า 16,066 ล้านบาทเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏว่าสัญญาที่ 1 ช่วงนครปฐม-หนองปลาไหล ระยะทาง 93 กิโลเมตร วงเงิน 8,390 ล้านบาท มีผู้ซื้อเอกสารประกวดราคาจำนวน 34 รายและสัญญาที่ 2 ช่วงหนองปลาไหล-หัวหิน ระยะทาง 76 กิโลเมตร วงเงิน 7,676 ล้านบาท มีผู้ซื้อเอกสารประกวดราคาจำนวน 35 ราย

จำนวนผู้ซื้อเอกสารประกวดราคาครั้งนี้สูงกว่าการประมูลครั้งแรกที่มีจำนวน 31 ราย และยังมีเอกชนรายใหม่ร่วมซื้อเอกสารประกวดราคาถึง 15 ราย โดยภาพรวมจึงนับเป็นตัวเลขที่น่าพอใจสำหรับการประมูลที่มีขนาดใหญ่ระดับนี้ แต่ก็ต้องรอดูจำนวนผู้ยื่นข้อเสนออีกครั้ง

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า การประมูลรถไฟทางคู่ในแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน (Action Plan) ปี 2559 ที่เหลืออีก 3 เส้นทาง จำนวนรวม 10 สัญญา ก็คาดว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดีจากเอกชน เพราะตอนนี้เป็นช่วงที่ ร.ฟ.ท. มีงานประมูลและก่อสร้างมากที่สุดแล้ว

ขณะนี้ ร.ฟ.ท.เพิ่งปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างเงื่อนไขการประมูล (TOR)รถไฟทางคู่ที่เหลือ จำนวน5 สัญญาเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่ผ่านมา ได้แก่ เส้นทางประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร สัญญาที่ 1 ช่วงประจวบคีรีขันธ์-บางสะพานน้อย มูลค่า 6,575 ล้านบาท และสัญญาที่ 2 ช่วงบางสะพานน้อย-ชุมพร มูลค่า 6,066 ล้านบาท, เส้นทางมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ สัญญาที่1ช่วงมาบกะเบา-คลองขนานจิตร มูลค่า7,373ล้านบาทและสัญญาที่2คลองขนานจิตร-ชุมทางถนนจิระ 6,869ล้านบาท และเส้นทางลพบุรี-ปากน้ำโพ สัญญาที่ 2ช่วงท่าแค-ปากน้ำโพ วงเงิน8,786ล้านบาท