
พท.วางกรอบถกรับฟังแก้ไขรธน.จวกรบ.เตะถ่วง
ไม่มั่นใจ รัฐบาล ปชป.แก้ไข รธน. จวกเปิดรับฟังความเห็นแค่ "เตะถ่วง" ฟันธงพรรคร่วมฯหนุนแก้ผวาบีบยุบสภา อภิชาตเผยแก้รธน.กกต.ไร้ปัญหาผลปฏิบัติได้หมด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 10.00 น.ที่พรรคเพื่อไทยได้มีการประชุมคณะทำงานหารือเพื่อเตรียมพร้อมการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติในวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ ที่รัฐบาลต้องการรับฟังความคิดเห็นในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีนายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) คณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย เพื่อวางกรอบการอภิปรายในครั้งนี้
นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังประชุมว่าเป็นการประชุมเพื่อวางกรอบการอภิปรายโดยพรรคมีจุดยืนให้แก้ไขใน 6 ประเด็นตามกรอบผลการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สรุปไว้ ซึ่งในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.จะนำมาหารือกำหนดประเด็นอภิปรายให้อยู่ในกรอบ 6 ประเด็น พร้อมจัดผู้อภิปรายอย่างเป็นระบบ แต่ละประเด็นจะอภิปรายไม่ใช้เวลายืดเยื้อ เชื่อว่าแค่ 2 วันก็เพียงพอ เพราะความจริงแล้ว เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นต้องอภิปรายกันมากมาย ทุกคนรู้ว่าต้นเหตุของปัญหามาจากรัฐธรรมนูญปี 2550 และที่มาของรัฐบาลชุดนี้ไม่ชอบ
ไม่มั่นใจ รัฐบาล ปชป.แก้ไข รธน.
“ทั้งนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีมีแนวคิดให้จัดตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯขึ้นมาเพื่อยุติความขัดแย้งบ้านเมืองเกิดความสงบ ทางคณะกรรมการฯได้ข้อสรุปเห็นว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นแล้ว ให้มีการยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่เพื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เพราะไม่มั่นใจหากให้รัฐบาลชุดนี้ดำเนินการแก้ไขเกรงจะเข้าสู่ในรูปเดิมๆอีก” นายประเกียรติ กล่าว
จวกรบ.เปิดรับฟังความเห็นแค่ "เตะถ่วง"
นายประเกียรติ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเห็นว่า ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจและต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง เมื่อได้ผลสรุปการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯแล้ว ไม่จำเป็นต้องเปิดประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อรับฟังความคิดเห็นให้เสียเวลาโดยรัฐบาลสามารถดำเนินการนำไปสู่การปฏิบัติให้มีการแก้ไขให้เป็นรูปธรรมได้เลย โดยเราเห็นว่าเจตนาของรัฐบาลไม่ว่าจะการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ หรือการขอเปิดประชุมร่วมสองสภาครั้งนี้ก็พอทราบวัตถุประสงค์เพื่อเตะถ่วง หรือชื้อเวลาให้อยู่เป็นรัฐบาลต่อไปเท่านั้น
ฟันธงพรรคร่วมฯหนุนแก้ผวาบีบยุบสภา
“หากมีการหยั่งเสียงในพรรคร่วมรัฐบาลในการแก้ไข เชื่อว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล จะเห็นด้วยในการแก้ไขอย่างแน่นอน ซึ่งจุดนี้อาจเป็นเหตุบีบให้รัฐบาลยุบสภาได้ เพราะเนื้อแท้ของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีความต้องการแก้ไขและอยากให้มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน” นายประเกียรติ ย้ำ
ดักคอ ปชป.ไม่แก้ รธน.ติดหนี้บุญคุณ คมช.
ด้าน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องมาเปิดสภาเพื่อรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย เพราะในการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯที่เป็นแนวคิดของนายกรัฐมนตรีก็มีตัวแทนจากทุกฝ่ายรวมทั้งรัฐบาล เมื่อได้ผลสรุปแล้ว นายกรัฐมนตรีไม่ควรซื้อเวลาออกไป ไม่ว่าจะมีแนวคิดตั้ง ส.ส.ร.หรือจะจัดทำประชามติ ทุกอย่างที่รัฐบาลทำเพียงยื้อให้อยู่บริหารให้ยาวนานที่สุด เพราะต้องยอมรับว่าต้นเหตุวิกฤติก็มาจากรัฐธรรมนูญทั้งสิ้นและที่พรรคประชาธิปัตย์ได้มาเป็นรัฐบาล ส.ว.สรรหา รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆล้วนมีที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.เป็นผู้ให้กำเนิดก็มีติดหนี้บุญคุณกันอยู่ ดังนั้น ถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์จะไปทำอะไรก็เท่ากับเป็นการทรพีกับพ่อแม่จะเป็นเหมือนลูกอกตัญญู สุดท้ายเชื่อว่าการอภิปรายจะ 2 หรือ 3 วันเสร็จสิ้น ประชาชนก็ต้องเผชิญชะตากรรมยากจนต่อไป แต่รัฐบาลยังอยู่เป็นรัฐบาลต่อไป
ติง อย่าหลงเกม รบ.จี้สอบเลือกปฏิบัติ
ด้านนายไชยา พรหมมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การจะเปิดประชุมร่วมรัฐสภาอภิปรายทั่วไปเพื่อรับฟังความเห็นในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการรับฟังความคิดเห็น แต่ไม่อยากให้ฝ่ายค้านไปเล่นตามเกมรัฐบาลในการเบี่ยงเบนประเด็น ซึ่งฝ่ายค้านควรเดินหน้าติดตามตรวจสอบปัญหาการเลือกปฏิบัติของ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดการสลายม็อบวันที่ 7 ต.ค. 2551 เอาผิดนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ รวมถึงพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ด้วยแต่ทำไมเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดงเดือนเมษายน 2552 ถึงไม่มีการเอาผิดใครเลย
ประเมิน "มาร์ค" อยู่ลำบากกระแสบีบทุกด้าน
“หากประเมินสถานการณ์การเมืองโดยรวมแล้ว เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ลำบาก เพราะถูกปัญหารุมเร้ารอบด้านแล้ว ยังจะต้องเผชิญกับกระแสกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งวันนี้ก็เห็นได้ชัดว่าภายในรัฐบาลเริ่มมีปัญหาขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาลสุดท้ายจะนำไปสู่ทางตันทางการเมืองในที่สุด” นายไชยา กล่าว
“อภิชาต”เผยแก้รธน.กกต.ไร้ปัญหาผลปฏิบัติได้หมด
นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ว่า เคยพูดตั้งแต่แรกแล้วว่า ถ้าใช้รัฐธรรมนูญไปแล้วระยะหนึ่ง และเห็นว่ามีความบกพร่องก็สามารถทำได้ โดยรัฐธรรมนูญเองก็เปิดโอกาสให้แก้ไขได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วหรือยัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากัน ซึ่งตนไม่ขอออกความเห็นว่าถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วหรือยัง เพราะอยู่ที่ว่าถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าสมควรแก้ ก็ต้องแก้ตามเสียงส่วนใหญ่
เมื่อถามว่า ควรแก้ไขหรือเพิ่มเติมมาตรา 237 หรือไม่ ประธาน กกต. กล่าวว่า คนออกกฎหมายในยุคนั้น ก็คงเห็นความจำเป็นในการป้องกันทุจริตซื้อสิทธิขายเสียง ตนไม่อยู่ในฐานะจะวิจารณ์ แต่หากเรื่องใดปฏิบัติแล้วไม่ดี ก็ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นเพราะสถานการณ์เปลี่ยนไป
ส่วนเรื่องระบบการเลือกตั้งที่จะเปลี่ยนจากเขตเดียวพวงใหญ่กลับไปเป็นเขตเดียวเบอร์เดียวแบบรัฐธรรมนูญปี 40 นายอภิชาต กล่าวว่า เรื่องนี้มีการศึกษาข้อดีข้อเสีย เพราะต่างฝ่ายต่างหาเหตุผลของตัวเองซึ่งตนได้แต่รับฟัง ทั้งนี้ มีคนบอกว่าการแก้เป็นเขตเดียวพวงใหญ่ เป็นการป้องกันการซื้อเสียงได้มากกว่า แต่บางคนบอกว่าระบบที่ใช้ปัจจุบันทุจริตมากกว่า ตนไม่รู้ว่าอะไรมากกว่ากัน แต่ในฐานะที่ กกต.เป็นผู้ปฏิบัติ สามารถทำได้ทั้ง 2 อย่าง หากมีการเลือกตั้งตอนนี้ กกต. ก็มีความพร้อมตลอด 24 ชม. ในการจัดการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะจัดแบบไหน



