
ฟ้องดีเอสไอ50ล้าน"บอย ยูนิตี้"ยันนำเข้ารถหรูถูกต้อง
“บอย ยูนิตี้” ฟ้องดีเอสไอ-อธิบดีพร้อมลูกน้อง เรียกเสียหาย 50 ล้าน ชี้ปิด 2 โชว์รูมรถหรูนำเข้ากระทบธุรกิจสูญกว่า 100 ล้าน ยันเสียภาษีถูกต้องไม่มีรถถูกโจรกรรม
จากกรณีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอบุกค้น 6 จุด โชว์รูมรถหรูกลางกรุงเทพฯ พบรถซุปเปอร์คาร์ ยี่ห้อ มาเซราติ , โรลส์-รอยซ์, แอสตัน มาร์ติน , แมคลาเรน และ เฟอร์รารี โดยรถทั้งหมดถูกระบุว่าเลี่ยงภาษี ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงทำการยึดเอกสารตรวจสอบ พร้อมสั่งอายัดเพิ่มรวม 38 คัน มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ต่อมาวันที่ 1 มิ.ย. นายอินทระศักดิ์ เตชธีรสิริ หรือ "บอย ยูนิตี้" กรรมการบริษัท เอส ทีที ออโต้คาร์ และ เอส ทีที ออโต้เซอร์วิส พร้อมด้วยทนายความจากประเทศอังกฤษ และนายดุษฏี บุญยะวณิช ทนายความส่วนตัว ได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมศุลกากรทำการอายัดรถหรู จำนวนกว่า 40 คัน หลังต้องสงสัยว่ารถหรูนำเข้าที่นำมาจำหน่ายในโชวรูมรถของทั้ง 2 บริษัทดังกล่าว มีบางส่วนเป็นรถที่ถูกโจรกรรมมาจากประเทศอังกฤษและมีการแจ้งสำแดงเท็จนั้น
ล่าสุดวันนี้ (5 มิ.ย.) ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม. นายอินทระศักดิ์ เตชธีรสิริ กรรมการบริษัท เอส ทีที ออโต้คาร์ และ เอส ทีที ออโต้เซอร์วิส พร้อมด้วย นายเจริญ แก้วยอดหล้า ประธานที่ปรึกษาบริษัท เอสทีที ออโต้เซอร์วิส จำกัด นายไสว ทองโชติ ทนายความ ร่วมกันแถลงเพื่อฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากดีเอสไอ ประกอบด้วย กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ร.อ.กลวิตร บุนนาค และ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร โดยเรียกค่าเสียหายคดีแพ่งในข้อหาละเมิด 50 ล้านบาท หลังจากมีการละเมิดด้วยการปิดโชว์รูมรถหรูย่านรัชดาและเอกมัย ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค.จนไม่สามารถประกอบธุรกิจได้ ความเสียหายกว่าร้อยล้านบาท
นายอินทระศักดิ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เนื่องจากนำกำลังและรถยนต์มาปิดหน้าทางเข้าโชว์รูมรถทั้ง 2 แห่งของตน โดยไม่มีหมายจากศาลแต่อย่างใด และเมื่อทวงถามกลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่ามีความผิดอะไร ทราบเพียงว่าต้องการอายัดรถ 34 คัน ในข้อหาสำแดงเท็จเท่านั้น และไม่ได้มีหลักฐานระบุว่ารถในโชว์รูมมาจากการโจรกรรมตามที่กล่าวอ้าง จึงอยากฝากถามไปถึงดีเอสไอว่าการกระทำดังกล่าวนั้นถูกต้องแล้วหรือไม่
นายอินทระศักดิ์ ได้นำภาพจากกล้องวงจรปิด เมื่อวันที่ 23 พ.ค. และในวันที่ 4 มิ.ย. มาแสดงต่อสื่อมวลชน พร้อมระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมาปิดโชว์รูมย่านรัชดาภิเษก และสุขุมวิท 63 โดยนำป้ายมาติด และนำรถยนต์มาปิดกั้นทางเข้าออก โดยไม่มีหมายศาล ส่วนรถอายัดไปทั้งหมด 34 คัน เป็นรถใหม่ 13 คัน รถฝากขาย 5-6คัน ส่วนที่เหลือเป็นรถของลูกค้ามารอซ่อม
นอกจากนี้ยังได้แสดงเอกสารการนำเข้ารถยนต์ ที่ส่งมาทางเครื่องบินมาต่อเรือที่สิงคโปร์ ก่อนเข้ามาในประเทศไทย และใบขนสินค้านำเข้า โดยมีการแสดงเลขเครื่อง เลขตัวถัง และเอกสารการเสียภาษีอย่างถูกต้อง เพื่อตอบคำถามกรณีที่พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ สอบถามว่ารถที่ถูกโจรกรรมมาอยู่ในโชว์รูมได้อย่างไร
ส่วนรถลัมโบกินี สีเขียว หนึ่งในรถที่ถูกอายัด นายอินทระศักดิ์ ระบุว่า รถคันดังกล่าวถูกส่งมาเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งมีตำรวจสุวรรณภูมิ และเจ้าหน้าที่ศุลกากร ขอตรวจสอบวันที่รถนำเข้ามาว่าเป็นรถที่ถูกโจรกรรมหรือไม่ แต่ตรวจสอบแล้วไม่พบว่าผิดกฎหมาย ซึ่งหลังเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้นจึงได้ประสานไปยังสถานฑูตของอังกฤษ ทราบว่ารถยนต์ที่จะส่งออกจากอังกฤษจะมีหน่วยงานตรวจสอบที่ชื่อว่า H.M.R.C แสดงว่ารถทุกคันถูกตรวจสอบจากต้นทางก่อนออกมาถึงประเทศไทย
นอกจากนี้นายอินทระศักดิ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่ามีการสำแดงเท็จ โดยยืนยันว่าไม่มีการสำแดงเท็จ พร้อมชี้แจงถึงการคำนวนตามกฎเกณฑ์ทั้งของดีลเลอร์และผู้นำเข้าอิสระ หรือเกรย์มาร์เก็ต ที่จะต้องเสียภาษีนำเข้าร้อยละ 328 ตามกฎหมายที่ระบุไว้อยู่แล้ว และยืนยันว่ารถยนต์ที่ถูกดีเอสไอกล่าวหาว่ามีการนำเข้าโดยผิดกฏหมายนั้น ได้มีการแสดงราคาอย่างถูกต้องตามหลักการการประเมินของคณะกรรมการภาษีอากรกรมศุลกากร ที่จะมีการเทียบราคากลางจากเว็บไซต์บริษัทผู้ผลิต โดยทางบริษัทนำเข้าได้ว่าจ้างบริษัทชิปปิ้ง เป็นผู้ดำเนินการเรื่องเอกสารและพิธีการทางศุลกากร
"การที่ดีเอสไอเข้ามาอายัดรถในบริษัทของผม ทำให้ธุรกิจเสียหายหลายร้อยล้าน เพราะการกระทำดังกล่าวส่งผลให้บริษัทเสียชื่อเสียงและหมดความน่าเชื่อถือ และขณะเจ้าหน้าที่ทำการอายัดรถก็ไม่ได้มีการแสดงเอกสาร การเข้าตรวจค้นหรือหลักฐานว่ารถเป็นที่ถูกโจรกรรมมา ซึ่งผมยินดีชี้แจ้งพร้อมนำหลักฐานเอกสารการซื้อรถอย่างถูกต้อง ถ้าดีเอสไอจะเรียกเข้าไปชี้แจงถึงรถยนต์จำนวน 34 คัน ที่ถูกอายัดนอกจากนี้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอยังกล่าวว่าได้รับการประสานจากประเทศอังกฤษให้เข้าตรวจสอบรถดังกล่าวนั้น ขณะนี้ทางบริษัทได้ให้ทนายความตรวจสอบไปยังประเทศอังกฤษว่ามีการประสานงานมาเพื่อตรวจสอบรถตามที่ดีเอสไอกล่าวหรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลดังกล่าว" นายอินทระศักดิ์ กล่าว
นายอินทระศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นที่ดีเอสไออ้างว่ารถ 2 คันที่ส่งไปฮ่องกง เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ได้ดำเนินการขอจองเรือส่งไปก่อนเจ้าหน้าที่เข้าอายัดรถ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริษัท ขอตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรมหรือไม่
ทั้งนี้ นายอินทระศักดิ์ ยอมรับว่า ที่ผ่านมาเคยมีปัญหาส่วนตัวกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสังกัดกระทรวงยุติธรรมเกี่ยวกับรถยนต์หรู ซึ่งตนจะรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในส่วนนี้ด้วย แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด
ด้านนายเจริญ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งดีเอสไอ ฐานละเมิดพร้อมเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ซึ่งศาลนัดพร้อมในวันที่ 4 ก.ย.นี้ โดยเห็นว่าดีเอสไอใช้อำนาจหน้าที่ไม่ถูกต้อง ในการปิดโชว์รูมของนายนายอินทระศักดิ์ โดยไม่มีหมายศาลกระทบการดำเนินธุรกิจ ทั้งการซื้อขาย ซ่อมบำรุงเปลี่ยนอะไหล่ให้ลูกค้า และการบริการอื่นๆ รวมถึงกระทบต่อพนักงานด้วย จึงอยากทราบว่าดีเอสไอใช้กฎหมายอะไรในการปิดทางเข้า-ออกโชว์รูมดังกล่าว ผู้บริโภคผิดอะไรจึงไปยึดอายัดรถ
นายเจริญ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้นายอินทระศักดิ์จากเดิมที่เป็นเพียงผู้บริหารในบริษัท หลังมีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจึงได้เปลี่ยนตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 30 พ.ค. เพื่อแสดงตัวยืนยันว่าดำเนินการอย่างถูกต้องและพร้อมรับหากเจ้าหน้าที่จะดำเนินการกับนายอินทระศักดิ์ นอกจากนี้ได้ทำหนังสือร้องเรียนถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้ร้องเรียนไปที่สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานอื่นรวม 5 ครั้ง ทั้งนี้การดำเนินคดีของดีเอสไอไม่มีความชัดเจนในเรื่องข้อกฎหมายจึงขอความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ด้วย



