
ดีเอสไอเมิน "บอยยูนิตี้" ฟ้องเรียก 50 ล้าน
ดีเอสไอเมินโดนฟ้อง 50 ล้าน ยันสอบสวนคดีโชว์รูมซุปเปอร์คาร์สำแดงราคาเท็จถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน เร่งประสานศุลากากรประเมินภาษี
5 มิ.ย.60 - พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอชี้แจงกรณีนายภาณุศักดิ์ เตชธีรสิริ หรือ “บอย ยูนิตี้” เจ้าของบริษัท เอสทีที ออโต้คาร์ จำกัด ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ภายหลังดีเอสไอเข้าจรวจค้นและอายัดรถยนต์ว่า การยื่นฟ้องเป็นสิทธิของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ยืนยันว่าดีเอสไอปฏิบัติงานตามกฎหมายอย่างถูกต้องทุกขั้นตอน รถยนต์ทั้งหมดที่ตรวจพบการกระทำความผิดสำแดงราคาไม่ถูกต้องซึ่งจอดอยู่ในโชว์รูมได้ถูกอายัดไว้ ขณะนี้ได้ประสานให้กรมศุลกากรเร่งเปรียบเทียบราคาที่นำมาแสดงในใบอินวอยซ์กับราคาขายที่แท้จริงจากต่างประเทศ เพื่อเรียกเก็บภาษีในส่วนที่ชำระไว้ขาด ทั้งนี้หลักฐานที่ดีเอสไอได้รับจากต่างประเทศสามารถนำมาดำเนินการตามกฎหมายได้
ขณะที่ทีมโฆษกดีเอสไอ ชี้แจงดังนี้ 1.กรณีดังกล่าว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้อาศัยอำนาจตาม พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน(รถยนต์) ไว้เป็นของกลางในคดีพิเศษเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีและมีอำนาจตามกฎหมายจะยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วจะคืนแก่ผู้ต้องหาหรือแก่ผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอ เว้นแต่ ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85
2.เมื่อ บริษัท เอสทีที ออโต้คาร์ จำกัด เห็นว่า การกระทำของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้บริษัทได้รับความเสียหายย่อมเป็นสิทธิตามกฎหมายที่บุคคลดังกล่าวจะใช้สิทธิในทางศาลฟ้องกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ แต่การใช้สิทธิดังกล่าวจะต้องใช้สิทธิโดยสุจริต ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5
3.การสืบสวนสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ในหลายๆคดีที่สำคัญและมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก อาจส่งผลกระทบต่อองค์กรอาชญากรรม องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ นักการเมืองที่มีตำแหน่งและถืออำนาจรัฐ ผู้มีขีดความสามารถทางด้านการเงินสูง จะมีการยื่นฟ้องกรมสอบสวนคดีพิเศษต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญาหลายครั้งหลายคราว ทั้งที่สุจริตบ้างและไม่สุจริตบ้าง ซึ่งเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งของฝ่ายผู้ต้องหาเพื่อจะใช้อำนาจศาลเข้าตรวจสอบพยานหลักฐานและทำลายความน่าเชื่อถือและน้ำหนักของพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ประเทศไทยถือว่าเป็นกลไกในระบบของกระบวนการยุติธรรมที่เปิดโอกาสให้ศาลมีการตรวจสอบ-ถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐอยู่แล้ว อันถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีข้อห้ามในเรื่องความผิด “การขัดขวางกระบวนการยุติธรรม”
4.สำหรับผู้บริโภคและผู้เสียหายที่ถูกบุคคลหรือคณะบุคคลหลอกลวงให้ซื้อรถยนต์โดยมิชอบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตระหนักถึงปัญหานี้มาก จึงได้หารือร่วมกับกรมศุลกากรแล้ว เห็นว่า สำหรับผู้เสียหายหรือเจ้าของหรือผู้ซึ่งมีสิทธิเรียกร้อง ที่ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดของผู้นำเข้า กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะอนุญาตให้สามารถรับรถยนต์ของกลางคืนไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์โดยไม่มีประกันหรือมีประกัน ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85/1 โดยเร็ว
5.สำหรับรถยนต์ของกลางที่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นรถยนต์ที่ถูกโจรกรรมจากต่างประเทศ เนื่องจากตามกฎหมายและข้อตกลงจะต้องมีการส่งรถยนต์คืนให้กับประเทศผู้เสียหาย กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงยังไม่อาจอนุญาตให้ผู้เสียหายหรือเจ้าของหรือผู้ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องนำรถยนต์ของกลางคืนไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ได้ในขณะนี้
ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และ กรมศุลกากร อยู่ระหว่างหารือแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาสำหรับเรื่องนี้ให้กับผู้บริโภคและผู้เสียหายอย่างเร่งด่วนและหากผลการหารือมีความคืบหน้าเป็นประการใดจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบเป็นระยะ.



