
อดีตรมต.ชี้ช่องยกสัญญายูเอ็นจับผู้ร้ายข้ามแดน
เสวนาวิกฤตคุณธรรม วุฒิสภา อดีตรมต. ยุคคมช. ชี้ช่อง จับผู้ร้ายข้ามแดน ให้อ้างสัญญายูเอ็น ไม่ต้องสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน รสนา ระบุ ระบบส่วยยังแข็งแกร่งเก็บจากส่วนภูมิภาคเข้าส่วนกลาง จุรี เสนอตั้งชมรมคนดีป้องกันคอรัปชั่น
ที่รัฐสภา วันที่ 11 ก.ย. คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและการเสริมสร้างธรรมมาภิบาล วุฒิสภา ที่มีน.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และภาคีเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนได้จัดเสวนาในหัวข้อ “วิกฤตคุณธรรม ผลประโยชน์ทับซ้อน อะไร อย่างไร” โดยมีเครือข่ายภาคประชาสังคมและประชาชนเข้าร่วมรับฟังการเสวนาเป็นจำนวนมาก
นายธีรภัทร เสรีรังสรรค์ อดีตรมต.สำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นมีหลายรูปแบบ ซึ่งมีทั้งการคอรัปชั่นแบบทวนน้ำคือ คือใช้อำนาจอิทธิพลในหน้าที่ของตนเองไปตัดสินใจอย่างไม่ถูกต้องเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของตนเอง อาทิใช้ตำแหน่งหน้าที่กำหนดคุณสมบัติผู้รับประมูลให้ตรงกับญาติของตนเองเพื่อกีดกันคนอื่นไม่ให้เข้ามาแข่งขัน ส่วนการคอรัปชั่นในอีกรูปแบบหนึ่งคือการคอรัปชั่นแบบตามน้ำเป็นการคอรัปชั่นในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนที่กินความครอบคลุมไปถึงผลประโยชน์ที่ได้รับในขณะที่ดำรงตำแหน่งสาธารณะ
นายธีรภัทร กล่าวอีกว่า การคอรัปชั่นอาจจะไม่ใช่เงินหรือวัตถุ แต่อาจจะเกิดจากการที่เราใช้ข้อมูลในขณะที่เราดำรงตำแหน่งหน้าที่ไปหาผลประโยชน์ส่วนตนเช่นนำข้อมูลของรัฐไปให้กับเอกชนเพื่อให้เกิดผลประโยชน์กับบริษัทเอกชนนั้นแบบนี้ก็เรียกว่าคอรัปชั่น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้หลายประเทศได้หาวิธีแก้ไข ซึ่งในบางประเทศใช้ระบบการเขียนรายงานคือรัฐมนตรีส.ส.หรือส.ว.หากได้รับของกำนัลมามากน้อยเท่าไหร่ก็ต้องเขียนรายงานให้ต้นสังกัดได้รับทราบและต้องส่งมอบของที่ได้รับนั้นให้เป็นของหลวงซึ่งกระบวนการแบบนี้ในประเทศไทยยังไม่มีและสมควรที่จะมี
อย่างไรก็ตามในเมืองไทยนั้นตนได้หาวิธีแก้ไขในการคอรัปชั่นคือเราต้องสร้างกลไกมาบังคับให้เขาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยทำดัชนีชี้วัดให้ประชาชนได้เห็นในเรื่องหลักธรรมาภิบาลและเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ถ้าหน่วยงานไหนได้ดัชนี้ชี้วัดที่ต่ำก็จะเป็นวิธีการกดดันให้เขาต้องปรับปรุงตนเอง
“สิ่งที่น่าสังเกตอีกข้อคือขณะนี้ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตคริสต์ศักราช 2003 ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไว้ในวันที่ 10 ธ.ค. 2550 ซึ่งอนุสัญญาฉบับนี้เป็นอนุสัญญาที่ประเทศที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติเห็นพ้องต้องกันและตราขึ้นมา ซึ่งภาคีที่เป็นอนุสัญญาหากไม่ได้ทำอนุสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ถ้าเขาลงนามในภาคีฉบับนี้เรียกร้องให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่คอรัปชั่น และทำผิดในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนได้”นายธีรภัทรกล่าว
นางจุรี วิจิตรวาทการ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กล่าวว่า ในอดีตคนไทยเราได้ถูกหล่อหลอมด้วยความคิดหลากหลายรูปแบบอาทิ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ น้ำขึ้นให้รีบตัก รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ภายใต้บริบทที่หล่อหลอมเรามานั้นสั่งสอนให้เราอย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น ระบบของไทยเราสั่งสอนให้เราทดแทนบุญคุณกับผู้มีบุญคุณของเราอย่างไม่แยกแยะดีชั่วจนทำให้การพูดถึงเรื่องคอรัปชั่นเป็นเรื่องที่ยาก การที่อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวมที่มีผลรวมถึงญาติมิตรของนักการเมืองได้ทำให้สังคมได้ตระหนักถึงเรื่องของคอรัปชั่นถึงแม้กฏหมายฉบับนี้จะผ่านหรือไม่อย่างไรแต่อย่างน้อยก็ทำให้สังคมได้ตระหนักถึงการคอรัปชั่นและต้องการร่วมกันหาทางแก้ไข
“สิ่งสำคัญในขณะนี้คือเราต้องสร้างสำนึกในการป้องกันการคอรัปชั่นร่วมกัน ซึ่งต้องเริ่มจากตัวเราเองและต้องเริ่มจากในบ้านของเรา เราอย่าสร้างความรู้สึกให้คนที่ทำความดีเป็นแกะดำเราต้องทำให้คนที่ทำความดีหยัดยืนอยู่ในสังคมได้อย่างสง่างามและต้องทำให้การทำความดีเป็นเรื่องที่ขยายต่ออย่างไม่มีที่สิ้นสุดตนอยากเสนอให้มีการจัดตั้งชมรมคนดี ขึ้นในหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อเป็นส่วนร่วมในการขยายความดีและส่งเสริมให้คนทำความดีและให้คนดีมีพื้นที่ยืนอยู่ในสังคมได้อย่างไม่โดดเดี่ยว”นางจุรี กล่าว
ด้านน.ส.รสนา กล่าวว่า การปกครองในระบบประชาธิปไตยของประเทศไทยเราทุกวันนี้เป็นเพียงแค่รูปแบบแต่เนื้อหายังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เรายังมีระบบการเก็บส่วยจากส่วยจากภูมิภาคเข้าสู่ส่วนกลางซึ่งเปลี่ยนจากระบบการเก็บส่วยตามหัวเมืองมาเป็นการคอรัปชั่นตามกระทรวง เราจะต้องสร้างคนไทยให้เปลี่ยนแปลงทัศนคติทีเกี่ยวกับระบบอุปถัมน์แบบเดิม ๆ ออกไปให้หมด เราต้องสร้างเครือข่ายประชาชนในแนวราบที่จะมาร่วมตรวจสอบในเรื่องนี้ให้ได้อย่างจริงจัง
“หลายท่านในที่นี่อาจจะเคยได้ยินทฤษฏีลิงตัวที่ 100 ซึ่งเป็นทฤษฏีที่เกิดขึ้นจริงจากการทดสอบของนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองกับลิงที่ที่อาศัยอยู่บริเวณริมทะเลโดยการโยนมันไปให้ฝูงลิงเหล่านั้นซึ่งครั้งแรกลิงหลายตัวก็กินมันทั้ง ๆ ที่เปื้อนทราย แต่ต่อมาเริ่มมีลิงนำมันที่เปื้อนทรายไปล้างน้ำก่อนแล้วค่อยนำมากินลิงตัวอื่นก็เริ่มทำตามเรื่อยๆ จนครบถึงลิงตัวที่ 100 ลิงทั้งฝูงก็เปลี่ยนพฤติกรรมโดยนำมันมาล้างน้ำก่อนแล้วค่อยนำไปกิน ดังนั้นการทำความดีเราไม่จำเป็นต้องคาดหวังให้สำเร็จอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ของการทำความดีก็สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศไทยซึ่งหนึ่งใน 30 เปอร์เซ็นต์นั้นต้องเริ่มที่ตัวเรา”น.ส.รสนา กล่าว



