สมคิด’เตือนเอกชน-ปีหน้าความไม่แน่นอนสูง คาดการณ์ยาก
‘สมคิด’เตือนเอกชน-ปีหน้าความไม่แน่นอนสูง คาดการณ์ยาก
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ก้าวต่อไปในการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ (Local Economy)” ในงานการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาคประจำปี 2560 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ซึ่งมีตัวแทนเอกชนและสมาชิกหอการค้าจังหวัดเข้าร่วมงานกว่า 500 คนว่า ในรอบปีที่ผ่านมาสถานการณ์โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สหรัฐเพิ่งประกาศถอนตัวจากข้อตกลงปารีสเรื่องการลดภาวะโลกร้อน ซึ่งการถอนตัวของสหรัฐจะไม่พูดว่าถูกหรือผิดแต่สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับโลก
นายสมคิด กล่าวว่าการถอนตัวจากข้อตกลงในระดับโลกไม่ใช่ครั้งแรก เห็นได้จากเมื่อปีก่อนสหรัฐก็ถอนตัวจากข้อตกลงยุทธศาสตร์แปซิฟิก (ทีพีพี) รวมทั้งการออกคำสั่งพิเศษเรื่องการตรวจสอบการเกินดุลการค้าของประเทศต่างๆรวมทั้งประเทศไทยทั้งที่ในอดีตสหรัฐก็ยินดีสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้มาในอดีตเพื่อแลกกับการเป็นผู้นำโลกซึ่งเป็นแนวคิดว่าประธานาธิบดีสหรัฐจะใช้แนวนโยบายปกป้องผลประโยชน์สหรัฐต่อไป
ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะเกิดขึ้นยังมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และชาตินิยม โดยเฉพาะในยุโรปหลังจากการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ และการเลือกตั้งในฝรั่งเศส ซึ่งแม้ฝ่ายที่รับชัยชนะจะไม่มีแนวคิดพาประเทศออกจากอียู แต่ความไม่แน่นอนในหลายๆประเทศยังสะท้อนให้เห็นว่าโลกมีเมฆหมอกความไม่แน่นอน ไม่มีใครฟันธงได้ว่าในปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และในวันนี้หลายประเทศเริ่มมีการเตรียมพร้อมรองรับความไม่แน่นอนมากขึ้น เช่นเดียวกับภาคธุรกิจที่จะต้องรองรับผลกระทบจากความไม่แน่นอนและมีความเปราะบางรออยู่หลายเรื่อง
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าใน 3 ปีที่ผ่านมาในรัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่เพียงแต่พยุงเศรษฐกิจให้ไม่ทรุดไปตามเศรษฐกิจโลกแต่ได้สร้างการเติบโตของเศรษฐกิจขึ้นมาอีกครั้งจากที่ก่อนหน้านี้ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยค่อยๆขยายตัวลดลงต่ำเรื่อยๆ ขณะที่ประเทศรอบข้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)เติบโต 5- 10% แต่เศรษฐกิจกลับขยายตัวลดลงจนในปี 2556 จีดีพีเหลือแค่ 0.8% กระทั่งรัฐบาลนี้เข้ามาทำให้จีดีพีขยับไปอยู่ที่ 3.3%
นายสมคิด กล่าวว่าจีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้นตามลำดับมาจากความสามารถในการแข่งขันของประเทศดีขึ้นจากนโยบายการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งมุ่งไปที่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน การลดต้นทุน และการลดสัดส่วนการพึ่งพิงเศรษฐกิจจากภายนอก เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวซึ่งเห็นได้จากการประเมินของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาการจัดการ (IMD) ที่ล่าสุดจัดอันดับของประเทศไทยได้ที่ 27 ปรับตัวดีขึ้นจากอันดับ 28ในปีก่อน
คะแนนที่ออกมาเห็นแล้วว่าเราได้เกิน 80 คะแนน เพิ่มขึ้นจาก 67 คะแนนใน 3 ปีก่อนโดยเพิ่มขึ้นถึง 15 คะแนน ซึ่งดูจากเรื่องสมรรถนะเศรษฐกิจในประเทศเราขยับขึ้น 4 อันดับ สมรรถนะรัฐบาลขยับขึ้นมา 3 อันดับ ซึ่งมาจากการที่รัฐบาลและราชการมีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ ระเบียบที่ซ้ำซ้อน รวมทั้งการปรับระบบราชการ กฎหมายในเรื่องการบริหารธุรกิจที่ปรับดีขึ้นถึง 6 อันดับ ขณะที่ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานเราขึ้นมา 6 อันดับซึ่งยังไม่ได้รวมในเรื่องของรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และอินเทอร์เน็ตชุมชน ซึ่งในปีหน้าเมื่อเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น ก็จะยกระดับอันดับความสามารถแข่งขันของประเทศมากขึ้น
อย่างไรก็ตามในส่วนผลการประเมินสมรรถนะความสามารถของภาคเอกชนไทย ยังไม่ประทับใจเพราะคะแนนทรงตัวแทบทุกตัวชี้วัดหมดไม่เพิ่มขึ้นจึงขอให้หอการค้าไทย โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีประสบการณ์มาช่วยกันถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ เพื่อให้ภาคเอกชนไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอีต้องมีการปรับตัวให้ทันกับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วทั้งเทคโนโลยีและยกระดับความสามารถการแข่งขันให้ได้ ไปสู่เรื่องของดิจิทัล เพราะหากไม่เปลี่ยนแปลงให้รับกับเทคโนโลยีดิจิทัล จะกระทบในเรื่องการแข่งขันทั้งซัพพลายเชน เพราะเอสเอ็มอีเป็นส่วนสำคัญในโครงสร้างการผลิต
การจัดอันดับในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นได้หรือไม่เป็นเรื่องที่ประเมินยากเพราะอยู่ที่ประเทศอื่นๆด้วยว่าทำคะแนนได้ดีเพียงใด แต่ในส่วนของเราอย่างน้อยที่สุดจะรักษาระดับไว้ไม่ให้ตกลงจากในปีนี้ ส่วนในเรื่องการพัฒนาเอสเอ็มอีต้องช่วยกัน ต้องตื่นตัวทั้งประเทศ ไม่ใช่ไทยเท่ แต่เป็นไทยเฉยไม่ได้ เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก ผู้ประกอบการหนุ่มสาวต้องไปกระทุ้งในจังหวัดตัวเองให้ยกระดับสมรรถนะของเอกชนโดยเฉพาะเอสเอ็มอีขึ้นมา
"ความไม่แน่นอนมีอยู่มาก แต่การมองโลกในแง่ร้าย ความวิตกกังวล ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น แต่หากมีการเตรียมรองรับอย่างมีสติ ต้องมองให้เห็นว่าในวิกฤติมีโอกาส โดยเฉพาะในเรื่องของธุรกิจจะมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ ในเรื่องของการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้ทันกับโลกอนาคต หากบริษัทใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลงก็จะเล็กลง ขณะที่บริษัทขนาดเล็กหากสามารถจับเทรนด์ธุรกิจได้ก็จะมีโอกาสที่จะขยายตัวขึ้นและก้าวหน้าในทางธุรกิจได้”นายสมคิดกล่าว
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่านอกจากการพัฒนาเอสเอ็มอีให้ก้าวทันกับเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงของโลกตนต้องการให้หอการค้าไทยมีส่วนร่วมในการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน (Local economy) ให้มีความเข้มแข็ง เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยยังมีกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี หรือน้อยกว่าวันละ 80 บาทยังมีมากและคนกลุ่มนี้บางส่วนยังมีภาระในเรื่องการเลี้ยงดูพ่อแม่หรือลูกในวัยเรียนซึ่งตรงนี้กำลังเร่งให้กระทรวงการคลังเข้าไปช่วยเหลือ



