
"บิ๊กป๊อก"สั่ง"ผวจ.ทั่วปท"ใช้ศูนย์ดำรงธรรมรับฟังความเห็นปชช.
"พล.อ.อนุพงษ์"สั่ง"ผวจ.ทั่วประเทศ"ใช้ศูนย์ดำรงธรรมรับฟังความเห็นชาวบ้าน พร้อมกำชับห้ามชี้นปชช.ตอบ 4 คำถามบิ๊กตู่ ยันไม่ใช่การทำโพล
2 มิ.ย. 60 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมขับเคลื่อนและติดตามนโยบายของรัฐบาล และภารกิจสำคัญ ของกระทรวงมหาดไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ที่สโมสรทหารบก วิภาวดีกรุงเทพฯ มีผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมรับนโยบายจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย รองปลัด อธิบดีทุกกรม รัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมรับนโยบาย ตั้งแต่ช่วงเช้ายันเสร็จพิธีการในเวลา17.00น. ทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการเปิดให้สื่อมวลชนเข้าสังเกตการณ์ทำข่าวแต่อย่างใดเพียงแค่ให้บันทึกภาพเพียงระยะเวลาสั้นๆแล้วจึงเชิญออก
ด้านแหล่งข่าวในที่ประชุมขับเคลื่อนและติดตามนโยบายของรัฐบาลฯ กล่าวว่า ในประเด็นสำคัญ คือ 4 คำถามจากนายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรวบรวมคำตอบของประชาชนผ่านศูนย์ดำรงธรรมนั้น ถูกกำหนดให้พูดถึงในช่วงท้ายสุดของการประชุม เพียงระยะเวลาสั้นๆ โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยได้เป็นผู้กำชับสั่งการผู้ว่าฯทั่วประเทศให้ใช้กลไกศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด อำเภอเป็นหน่วยหลักรับฟังความคิดเห็นประชาชน ส่วนกรอบระยะเวลาในการกำหนดส่งความเห็นมาที่รัฐบาลนั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน แต่จะสรุปทุกๆ10วันให้รัฐบาลทราบก่อน โดยจะเริ่มดำเนินการเปิดรับคำตอบความเห็นของประชาชนในสัปดาห์หน้า และจะมีหนังสือแจ้งจังหวัดตามไป
"ท่านรัฐมนตรีมหาดไทย ได้กำชับต่อผู้ว่าฯทั่วประเทศ ให้จังหวัด อำเภอทำหน้าที่รับความเห็นของประชาชนเท่านั้น ไม่ต้องมีการไปอธิบาย ไม่ต้องมีการแสดงความเห็นจากเจ้าหน้าที่เวลาประชาชนมาส่งคำตอบ เพียงแต่ต้องได้รับการยืนยันตัวตนที่ชัดเจนจากผู้ส่งคำตอบ โดยจะทำเป็นแบบฟอร์มให้เปิดรับที่ศูนย์ดำรงธรรมเท่านั้น ไม่มีช่องทางอื่น และยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการทำโพลผลสำรวจของประชาชน สำหรับในช่วงท้ายสุดของการประชุมท่านรัฐมนตรีมหาดไทยได้ทิ้งท้ายกับผู้ว่าฯทั่วประเทศไว้ว่า การดำเนินการครั้งนี้ เราจะไปห้ามประชาชนไม่ให้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งหรือจะเลือกใครไม่ได้ แต่เราสามารถสอนประชาชนให้รู้จักการเลือกตั้งได้" แหล่งข่าว กล่าว
ต่อมา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังการมอบนโยบายกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ถึงแนวทางปฏิบัติในการรับฟังความเห็นประชาชนต่อคำถาม 4 ข้อของนายกรัฐมนตรีว่า ได้มีการหารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทยถึงวิธีในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเห็นพ้องต้องกันว่าการแสดงความคิดเห็นผ่านศูนย์ดำรงธรรมเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะมีการยืนยันตัวบุคคลด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน ป้องกันผู้ที่ไม่หวังดีมาแสดงความคิดเห็นที่ไม่เป็นความจริง จึงเตรียมที่จะเสนอนายกรัฐมนตรีในการใช้กลไกศูนย์ดำรงธรรมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในการตอบคำถาม 4 ข้อ
"เราจะใช้เอกสารหลักฐานที่ได้จากศูนย์ดำรงธรรมนำเสนอเป็นข้อมูลให้กับรัฐบาล ซึ่งจะรวบรวมคำตอบและความคิดเห็นส่งให้กับท่านนายกรัฐมนตรีทุกๆ 10วัน เนื่องจากนายกฯต้องการรับทราบข้อมูลเพื่อจะได้ไปพิจารณาในเบื้องต้นว่าประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง ขณะเดียวกันนายกฯก็มีความเป็นกังวลในเรื่องนี้ เพราะมีการวิจารณ์กันว่าเป็นโพลล์สำรวจความคิดเห็นนั้น จึงอยากให้มีการทำความเข้าใจกับประชาชน " รมว.มหาดไทย กล่าว
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวต่อว่า ในเรื่องการประชาสัมพันธ์คำถามกับประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องนั้นก็เป็นข้อเสนอที่ดี โดยอาจใช้กลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็จะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป ในการประชาสัมพันธ์จะให้รัฐบาลเป็นผู้กำหนด คาดว่ารัฐบาลจะเริ่มมีการประชาสัมพันธ์ภายในสัปดาห์หน้า สำหรับช่วงเวลาในการเริ่มเปิดรับฟังความคิดเห็นและคำตอบ 4 คำถามของนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะใช้เวลาอีก 2 สัปดาห์ก่อนที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยสัปดาห์แรกจะเป็นการชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ว่าราชการจังหวัดและส่วนราชการในจังหวัด ส่วนสัปดาห์ที่ 2 จะเป็นช่วงเวลาที่ทางจังหวัดไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจในคำถามของนายกรัฐมนตรีตรงกัน
เมื่อถามว่า มีเเนวคิดที่จะเพิ่มบุคลากรของศูนย์ดำรงธรรมเพื่อรองรับการเเสดงความเห็น หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้มีแนวคิดที่จะเพิ่มจำนวนของบุคลากร แต่เราจะมีการจัดทำเอกสารแบบฟอร์ม ซึ่งในแบบฟอร์มจะเป็นความคิดเห็นที่มาจากประชาชนเจ้าหน้าที่จะไม่มีการมาตีความ และไม่มีการชี้แนะเพราะอาจเกิดความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไป
เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรหากประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ต้องการแสดงความคิดเห็น รมว.มหาดไทยกล่าวว่า เรื่องนี้ตนจะนำไปปรึกษากับนายกฯว่าจะสามารถใช้ช่องทางใดได้บ้าง เพราะการรับฟังความคิดเห็นในสถานที่ห่างไกลต้องใช้บุคลากรในพื้นที่ ส่วนจะลงไปถึงระดับองค์การบริหารส่วนตำบล หรืออบต. หรือไม่นั้น จะพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งหากจะรับฟังความคิดเห็นในระดับพื้นที่ก็ต้องใช้เวลาเตรียมการ ขณะที่การรับฟังความคิดเห็นในส่วนของกรุงเทพฯจะดำเนินการผ่านกลไกของ กทม. ซึ่งตนจะไปหารือกับทาง กทม. เร็วๆ นี้



