
"อัยการ"ชี้ผู้บริโภคฟ้องบ.ใหญ่เช่นคดี"เอส"ไม่เกิดขึ้นบ่อย
"อัยการ"ยกคดีตัวอย่างผู้บริโภคสู้สิทธิพ.ร.บ.ความรับผิดสินค้าไม่ปลอดภัย-พ.ร.บ.ผู้บริโภค ศาลแพ่ง สั่งกิจการน้ำอัดลม“เอส” ชดใช้กว่า 2 ล้าน ขวดระเบิดใส่นศ.รามฯ
2 มิ.ย. 60 - นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวอธิบายข้อกฎหมาย ที่ศาลแพ่ง มีคำพิพากษาสั่ง บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตน้ำอัดลมยี่ห้อ “เอส (est)” ชดใช้กว่า 2 ล้านบาทให้นักศึกษาชาย ที่เลนส์ตาซ้ายแตก จากขวดน้ำอัดลมระเบิดใส่ใบหน้าว่า คดีนี้ เป็นคดีผู้บริโภค ที่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหาย ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 และพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่จะมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่าผู้ประกอบการ ทำให้ขาดอำนาจต่อรองและตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ เจตนารมณ์ของกฎหมายจึงต้องการคุ้มครองสิทธิและเยียวยาความเสียหายของผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม โดยความรับผิด ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 นั้น ใช้หลักความรับผิดโดยเคร่งครัด (Strict liability) บังคับกับผู้ประกอบการโดยมีหลักเกณฑ์ว่า กรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ถึงแม้ผู้ประกอบการไม่จงใจ ไม่ประมาทเลินเล่อก็ต้องรับผิด โดยผู้บริโภคที่เป็นผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ถึงความจงใจหรือความประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายที่ผู้เสียหายรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าไม่ปลอดภัย หรือความเสียหายเกิดขึ้นจากการที่ผู้เสียหายใช้หรือเก็บรักษาสินค้าไม่ถูกต้อง
นายธนกฤต กล่าวอีกว่า คดีนี้ภาระการพิสูจน์ความปลอดภัยของสินค้าน้ำอัดลมในประเด็นต่าง ๆ เช่น มาตรฐานการผลิตขวดแก้วที่ใช้บรรจุน้ำอัดลม และกระบวนการผลิตน้ำดื่มอัดลมบรรจุขวด จึงตกอยู่กับ บ.เสริมสุขฯ ผู้ประกอบการ ที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสินค้าน้ำอัดลมซึ่งรวมถึงขวดแก้วที่ใช้บรรจุน้ำอัดลมไม่ได้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หากพิสูจน์ได้ก็ไม่ต้องรับผิด แต่หากพิสูจน์ไม่ได้ก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งคดีนี้ผู้ประกอบการไม่สามารถพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้ว่าสินค้าน้ำอัดลมเป็นสินค้าที่ปลอดภัย จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้บริโภคที่เป็นผู้เสียหาย
นอกจากนี้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 ก็ได้กำหนดให้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของคู่ความฝ่ายที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ได้แก่ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผลิต , การออกแบบ , ส่วนผสมของสินค้า , การให้บริการ หรือการดำเนินการใดๆ ซึ่งศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นของฝ่ายที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับความปลอดภัยของสินค้าน้ำอัดลม ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรฐานการผลิตขวดแก้วที่ใช้บรรจุน้ำอัดลม และกระบวนการผลิตน้ำดื่มอัดลมบรรจุขวดที่เป็นประเด็นสำคัญจะพิสูจน์ว่าสินค้าน้ำอัดลมเป็นสินค้าที่ปลอดภัยหรือเป็นอันตราย จึงตกอยู่กับ บ.เสริมสุขฯ ผู้ประกอบการ
ส่วนผู้บริโภคที่เป็นผู้เสียหาย มีภาระการพิสูจน์ตามพ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายฯ มาตรา 6 ที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากสินค้าน้ำอัดลมที่เป็นสินค้าของผู้ประกอบการและการใช้หรือการเก็บรักษาสินค้าน้ำอัดลมเป็นไปตามปกติธรรมดา ซึ่งปรากฏจากทางนำสืบในคดีนี้ว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายจากการระเบิดของขวดน้ำอัดลมขณะอยู่ในมือ ขณะที่หยิบจับแบบวิญญูชนทั่วไป และสถานที่เก็บน้ำอัดลม เอส (est) ของร้านอาหารที่ผู้เสียหายทำงานมีหลังคาคลุมเรียบร้อย
นายธนกฤต กล่าวอธิบายอีกว่า ส่วนที่คำพิพากษาระบุ ศาลสงวนสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้น ภายใน 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ก็เป็นการใช้อำนาจของศาลตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 40 ที่บัญญัติ ให้อำนาจศาลไว้ในสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดได้แต่ต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากเป็นกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัย และในเวลาที่ศาลพิพากษาคดีเป็นการพ้นวิสัยที่จะรู้ได้แน่นอนว่าความเสียหายที่แท้จริงมีเพียงใด แต่ก่อนที่จะมีการแก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งต้องให้โอกาสคู่ความอีกฝ่ายที่จะคัดค้านด้วย
นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา 43 ระบุ หากปรากฏว่าเมื่อศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปแล้ว สินค้าที่ได้จำหน่ายไปแล้วหรือที่เหลืออยู่ในท้องตลาดอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยของผู้บริโภคโดยส่วนรวมและไม่อาจใช้วิธีป้องกันอย่างอื่นได้ ศาลก็มีอำนาจออกคำสั่งห้ามผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าที่เหลืออยู่ และเรียกเก็บสินค้าที่ยังไม่ได้จำหน่ายคืนจนกว่าจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขสินค้าให้ปลอดภัย ถ้าแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ศาลมีอำนาจสั่งห้ามผลิตได้ และหากสงสัยว่าผู้ประกอบธุรกิจจะเก็บสินค้าที่เหลือไว้จำหน่ายต่อไปศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจทำลายสินค้าที่เหลือได้
อย่างไรก็ดีบทบัญญัติ ที่ให้อำนาจศาล ตามมาตรา 43 นี้ ศาลยังไม่ได้นำมาบังคับใช้กับคดีนี้ ซึ่งก็เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากสินค้าน้ำอัดลมที่ได้จำหน่ายไปแล้ว และที่เหลืออยู่ในท้องตลาดว่ามีหรือไม่ รวมทั้งความเหมาะสมและความจำเป็นของการนำเอามาตรการนี้มาบังคับใช้
“ คดีนี้ เป็นคดีที่น่าสนใจ เพราะถึงแม้ พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 และพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 จะบังคับใช้มาเป็นเวลาร่วม 10 ปี แล้ว แต่ไม่ปรากฏบ่อยนักที่จะมีคดีพิพาทระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายใหญ่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลในประเด็นเรื่องความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย และถือเป็นตัวอย่างของคดีที่สำคัญซึ่งผู้บริโภคต่อสู้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิของตนเอง ” นายธนกฤต ระบุ



