
กลุ่มปตท.ปรับแผน5ปีใหม่ รุกลงทุนอีอีซีกว่า3แสนล้าน
กลุ่มปตท.ปรับแผน5ปีใหม่ รุกลงทุนอีอีซีกว่า3แสนล้าน
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือPTTเปิดเผยว่ากลุ่มบริษัทปตท. เตรียมที่จะทบทวนแผนการลงทุน 5 ปี ( ปี2560-2564 ) ใหม่ในช่วงกลางปีนี้อีกครั้ง ซึ่งเป็นการทบทวนตามปกติทุกครึ่งปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การลงทุนที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการกระจายโครงการลงทุนในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) เนื่องจากบางโครงการยังไม่ได้บรรจุในแผน จากช่วงต้นปีนี้ที่คณะกรรมการปตท.ได้อนุมัติงบลงทุนตามแผน 5 ปี ของกลุ่มปตท. ราว 1.6 ล้านล้านบาท และงบสำรองอีก 2 แสนล้านบาท โดยเป็นงบลงทุนในส่วนของปตท.อยู่ที่ 3.39 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ กลุ่มปตท.มีแผนที่จะลงทุนในพื้นที่อีอีซี หลายโครงการ ขณะที่บริษัทในเครือฯ จะทยอยเสนอขออนุมัติลงทุนโครงการต่างๆมายังบอร์ดปตท. เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่น (CFP)ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือTOP ใช้งบลงทุนราว 3-4 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมันเป็นระดับ4 แสนบาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันราว 2.75 แสนบาร์เรลต่อวัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบวิศวกรรม คาดแล้วเสร็จปลายไตรมาส 2 หรือต้นไตรมาส 3 นี้ จากนั้นจะเข้าสู่การประมูล และเริ่มก่อสร้างได้ปี2561 แล้วเสร็จในปี2565
ขณะที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ก็มีแผนลงทุนโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ ( มาบตาพุด เรโทฟิท)โดยวางงบลงทุน 5 ปี ในพื้นที่อีอีซี ราว 1.5 แสนล้านบาท ส่วนบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือIRPC มีโครงการBeyond Everest ซึ่งเป็นโครงการลงทุนต่อเนื่องจากโครงการEverest เน้นการเพิ่มกำลังการผลิตปิโตรเคมี คาดว่าใช้งบลงทุนราว 1.2 พันล้านดอลลาร์รวมถึง การลงทุนใหม่ ของบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือGGC ล่าสุดลงทุน โรงงานเมทิลเอสเทอร์ แห่งที่ 2 ซึ่งเป็นการผลิตผลิตภัณฑ์เมทิลเอสเทอร์ส่วนผสมหลักของน้ำมันไบโอดีเซลคุณภาพสูงในต้นทุนต่ำใช้เงินลงทุน 1,650 ล้านบาท คาดจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาสที่ 4 ของปี2561 โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 200,000 ตันต่อปี และแผนขยายโรงกลั่นกลีเซอรีนเพิ่มเติม รวมการลงทุนบริษัทลูกในพื้นที่อีอีซีประมาณกว่า3.3แสนล้าน
นายเทวินทร์ กล่าวว่าส่วนปตท. มีแผนลงทุนโครงการขยายคลังรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)ระยะที่ 1 จาก 10 ล้านตันต่อปี เป็น 11.5 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2562 และโครงการคลังรับแอลเอ็นจี ระยะที่ 2 จาก 5 ล้านตันต่อปี เป็น 7.5 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2565 และยังศึกษาการสร้างศูนย์พัฒนานวัตกรรม ที่วังจันทร์วัลเล่ย์ จ.ระยอง เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)กล่าวว่าเมื่อเร็วๆนี้ สนพ.ได้รับรายงานผลการศึกษาโครงการก่อสร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลวลอยน้ำ(FSRU)ในประเทศ เมียนมา ขนาด 3 ล้านตันต่อปี จากบริษัทปตท.แล้ว หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2559 ได้ให้ปตท.ศึกษารายละเอียดความจำเป็นของโครงการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พ.ค. 2560
โดยเบื้องต้น ผลการศึกษาโครงการFSRU ขนาด 3 ล้านตัน ในเมียนมา พบว่า มีความเป็นไปได้ในการลงทุน จุดที่จะมีการเชื่อมท่อก๊าซเข้ากับคลังแอลเอ็นจีที่ บริเวณเมืองกันบ็อก (Kanbouk) ของเมียน อยู่ไม่ห่างจากเมืองทวาย จะทำให้ประเทศไทยสามารถรับแอลเอ็นจีนำเข้าได้ 2 จุด คือ ฝั่งอ่าวไทย ที่มาบตาพุด จ.ระยอง และ FSRU จากเมียนมา
ทั้งนี้ โครงการFSRU ในเมียนมา ยังไม่สรุปรายละเอียดการลงทุน เนื่องจากกระทรวงพลังงาน ต้องการให้เกิดความชัดเจนใน 2 ประเด็น คือ สัดส่วนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลเมียนมากับปตท. เบื้องต้นมองว่า หากรัฐบาลเมียนมาเข้าร่วมลงทุนด้วย จะทำให้โครงการเดินหน้าได้เร็วและเป็นรูปธรรมมากขึ้น แม้ว่าโครงการนี้ ปตท.จะมีศักยภาพดำเนินโครงการลงทุนได้ทั้งหมดก็ตาม ขณะเดียวกัน ยังมีภาคเอกชนต่างชาติอีกหลายรายที่สนใจร่วมลงทุนกับ ปตท. รวมถึงยังต้องรอให้รัฐบาลเมียนมาสรุปความชัดเจนการคิดอัตราค่าผ่านท่อก๊าซ
สนพ.คาดว่าจะนำผลการศึกษาโครงการดังกล่าวรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)พิจารณาในเร็วๆนี้ และนำเสนอที่ประชุม กพช. พิจารณาปลายเดือน ก.ค.นี้
ส่วนการจัดหาแอลเอ็นจี สามารถจัดซื้อได้หลายแหล่ง เช่น โครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วันที่ดำเนินการโดย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือPTTEPและอเมริกาใต้ เป็นต้น โดยโครงการนี้ กำหนดส่งก๊าซฯในปี2570 แต่หากจะเร่งรัดให้ดำเนินการเร็วขึ้น ปตท.จะสามารถก่อสร้างเสร็จได้ภายในปี 2566



