
บีโอไอต่ออายุมาตรการ1ปี ปลุกเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
บีโอไอต่ออายุมาตรการ1ปี ปลุกเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
รัฐบาลประกาศนโยบายส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (เอสอีแซท) ตั้งแต่ต้นปี 2558 โดยหวังว่าจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคและลดผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกหากมีการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น แต่ผ่านไปกว่า 2 ปี ชี้ให้เห็นว่ายังไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก สะท้อนจากการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนมีไม่มากนัก
เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล การผลักดันไม่ง่ายนักเพราะมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องแรงจูงใจการลงทุนและตลาดสินค้า รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานรองรับ
อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ดูเหมือนจะยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น จึงได้ขยายเวลามาตรการสนับสนุนด้านต่างๆออกไปอีก 1 ปี โดยหวังว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในพื้นที่มากขึ้น
นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่าการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วานนี้ (1 มิ.ย.) เห็นชอบให้บีโอไอขยายเวลานโยบายส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (เอสอีแซท) ออกไปอีก 1 ปี จากเดิมที่จะสิ้นสุดในสิ้นปีนี้ ให้มีผลถึงสิ้นปี 2561 เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ชายแดนมากขึ้น และสอดคล้องกับแผนการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายแดน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้เปิด 6 ประเภทกิจการ ซึ่งสิ้นสุดการให้ส่งเสริมไปแล้ว ให้สามารถขอรับส่งเสริมได้จนถึงสิ้นปี 2561 เนื่องจากเป็นกิจการที่นักลงทุนในพื้นที่ให้ความสนใจ ได้แก่ 1.กิจการผลิตอาหารสัตว์หรือส่วนผสมอาหารสัตว์ 2.กิจการผลิตวัสดุก่อสร้าง และกิจการผลิตผลิตภัณฑ์ คอนกรีตอัดแรงสำหรับ งานสาธารณูปโภค ซึ่งให้ขยายครอบคลุมวัสดุก่อสร้างทุกประเภท 3.กิจการผลิตผลิตภัณฑ์ พลาสติกสำหรับสินค้าอุปโภค 4.กิจการผลิตสิ่งปรุงแต่งสำหรับ ประทินร่างกาย เช่น สบู่ ยา สระผม ยาสีฟัน ให้ขยายรวมถึงการผลิตเครื่องสำอางด้วย 5.กิจการผลิตสิ่งของจากเยื่อ หรือกระดาษ และ6.กิจการพัฒนาอาคารสำหรับ โรงงานอุตสาหกรรมและ/หรือ คลังสินค้า
สำหรับการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ ตาก มุกดาหาร สระแก้ว ตราด สงขลา เชียงราย หนองคาย นครพนม กาญจนบุรี และนราธิวาส ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2558 จนถึงเดือน เม.ย. 2560 มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมแล้วจำนวน 41 โครงการ เงินลงทุนรวม 8,578 ล้านบาท
เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่มีผู้ประกอบการขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากที่สุด ได้แก่ อ.แม่สอด จ.ตาก มี 23 โครงการ รองลงมาเป็น อ.สะเดา จ.สงขลา 6 โครงการ และอ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว 3 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการขอรับการส่งเสริมในกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร พลาสติก เครื่องนุ่งห่ม และอาหารสัตว์
“แม้ว่าที่ผ่านมาการดำเนินโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนยังเดินหน้าไปได้ช้า แต่ทางรัฐบาลก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของที่ดิน ซึ่งล่าสุดก็ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเข้าไปเจรจาจัดหาพื้นที่ผ่านทางกรมธนารักษ์ ซึ่งหากให้ภาคเอกชนลงไปหาพื้นที่เพื่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอกจะเป็นเรื่องยาก ดังนั้นหากแก้ปัญหาในเรื่องการจัดหาที่ดินได้ ก็จะทำให้โครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว”
นางหิรัญญา กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้มีการเปิดการส่งเสริมประเภทกิจการใหม่ คือ กิจการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนโครงข่ายการสื่อสารผ่านเคเบิลใต้น้ำ โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนเส้นทางน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และหากมีการลงทุนเพิ่มโครงข่ายมากขึ้นจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการให้บริการระบบอินเทอร์เน็ต และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบให้เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีในกลุ่มกิจการต่างๆ ที่มีระดับเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงหรือมีขั้นตอนการพัฒนาและออกแบบเช่น กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีระดับเทคโนโลยีขั้นสูง หรือมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมทั้งเพิ่มสิทธิประโยชน์แก่กิจการนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรม จากเดิมที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-5 ปี จะเพิ่มขึ้นเป็น 8 ปี เนื่องจากเป็นกิจการที่ช่วยจัดระเบียบพื้นที่อุตสาหกรรมช่วยดูแลด้านสิ่งแวดล้อม
“ในการให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในกิจการนิคมอุตสาหกรรมนั้น รัฐได้ประโยชน์มากกว่าเงินภาษีที่เสียไปมาก เนื่องจากการลงทุนก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะต้องใช้เวลานานในดึงดูดโรงงานให้เข้ามาตั้งในนิคมฯ ทำให้สิทธิประโยชน์เดิมไม่จูงใจเท่าที่ควร ซึ่งการเพิ่มสิทธิประโยชน์จะดึงดูดให้มีการตั้งนิคมฯมากขึ้น ทำให้เป็นการขยายพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว”
นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการแก้ไขอุปสรรคด้านการลงทุนและการจัดตั้งศูนย์บริหาร TALENTS ซึ่งนายกรัฐมนตรี ขอให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายและไทยแลนด์ 4.0 ได้แก่ การดึงดูดทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะฝีมือสูงจากต่างประเทศ และการสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสถาบันการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากต่างประเทศในประเทศไทย และการอำนวยความสะดวกสินค้าในเขตปลอดอากรเพื่อการพาณิชยกรรม ที่กระจายในพื้นที่สนามบินหลักต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการค้า



