
ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องหนุ่มสติไม่สมประกอบต้องคดีอนาจารเด็กหญิง14
ศาลอุทธณ์ พิพากษายกฟ้อง หนุ่มสติไม่สมประกอบ ต้องหาคดีกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 14 ปี เมื่อปี 2558
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจ จ.นครพนม ได้ทำการจับกุม นายไพศาล ชนะพจน์ อายุ 30 ปี ในข้อหากระทำการอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และกระทำผิดต่อเสรีภาพทำร้ายร่างกาย หลังสืบสวนพบว่า นายไพศาล ได้ก่อเหตุบุกปล้ำ เด็กหญิงแก้ว (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ขณะช่วยมารดากวาดขยะช่วงเช้ามืด ริมรั้วบ้านพักผู้พิพากษา ถ.ลูกเสือ อ.เมือง จ.นครพนม โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 ตามที่เป็นข่าวครึกโครมไปก่อนหน้านี้
โดยหลังเกิดเหตุตำรวจจับกุมตัวนายไพศาล มาดำเนินคดี ท่ามกลางกระแสคัดค้านในกลุ่มญาติและเพื่อนบ้านต่างไม่เชื่อว่านายไพศาล จะเป็นผู้ก่อเหตุ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มั่นใจในพยานหลักฐานที่พบ จึงส่งสำนวนให้อัยการส่งฟ้องศาล และศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกนายไพศาล เป็นเวลา 1 ปี แต่รับสารภาพมีเหตุให้ลดหย่อนโทษคงเหลือจำคุก 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์ โดยนายถิระวัฒน์ จำปาไชยศรี ทนายความที่รับอาสาว่าความให้ฟรี ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลอุทธรณ์ภาค 4ได้นัดอ่านคำพิพากษาในวันนี้ และมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลย เนื่องจากเห็นว่าการนำสืบของโจทย์ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้าย จึงพิพากษายกฟ้อง
คดีนี้ นายหาญ ชนะพจน์ อายุ 63 ปี และนางจันทร์เพ็ญ หอมมาลี อายุ 60 ปี บิดา-มารดาของนายไพศาล พร้อมเพื่อนบ้านเกือบ 20 คน ได้เดินทางเข้าร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครพนม เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับนายไพศาล เนื่องจากเกรงว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับผู้ต้องหาผิดตัว หวั่นเป็นแพะ พร้อมเรียกร้องให้มีการจับกุมคนร้ายตัวจริงมาดำเนินคดี เพราะเชื่อว่าคนร้ายตัวจริงยังคงลอยนวล โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมได้รับเรื่องไว้ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ นายหาญ บิดาของนายไพศาล เผยว่า บุตรชายมีอาชีพรับจ้างส่งน้ำแข็ง เคยได้รับอุบัติเหตุตกต้นไม้ ขาซ้ายจากน่องจนถึงหน้าแข้งใช้ผ้าพันแผลไว้ตลอด วันเกิดเหตุกล้องวงจรปิดจับภาพคนร้ายที่วิ่งหนีได้ ซึ่งไม่น่าจะใช่นายไพศาล เพราะบุตรชายของเขาไม่สามารถจะวิ่งได้เลยเนื่องจากเจ็บขา อีกทั้งเขายังไม่สามารถใส่รองเท้าผ้าใบได้ เพราะได้รับบาดเจ็บที่บริเวณเท้าจนไม่สามารถใส่รองเท้าผ้าใบได้เป็นเวลานานแล้ว
ด้าน นายชาญณรงค์ เทพกรรณ์ อดีตประธานชุมชนวัดทุ่งประชานารถ ระบุว่า วันที่ตำรวจมาจับกุมนายไพศาล ได้บอกกับญาติว่าจะยืมตัวไปทำแผนแล้วจะให้กลับบ้าน นายไพศาลซึ่งมีสติไม่ค่อยสมประกอบ ดีใจที่ตัวเองจะได้ออกทีวี ก็คิดว่าไม่มีอะไร แต่หลังจากนำตัวผู้ต้องหาส่งศาลเพื่อฝากขังที่ศาลจังหวัดนครพนม นายไพศาลได้ยินว่าต้องติดคุก ถึงกับช็อกหมดสติจนต้องหามตัวส่งโรงพยาบาล คิดว่านายไพศาลน่าจะเป็นแพะ และเป็นการจับผิดตัว
ในขณะที่เพื่อนบ้านหญิงรายหนึ่งกล่าวว่า ขณะตำรวจเดินทางมาที่บ้านนายไพศาลเพื่อตรวจค้น ได้นำเสื้อผ้าเก่า ๆ ไปด้วย ส่วนรองเท้าและเข็มขัดที่ให้ทำแผนประกอบคำรับสารภาพก็ไปยืมจากบ้านข้างเคียงมา สภาพบ้านนายไพศาลยากจนข้นแค้น ไม่น่าจะมีเงินซื้อ วันที่ตำรวจมาจับตัวนายไพศาล บอกเพียงว่าจะพาไปออกทีวี นายไพศาลซื่อ ก็เลยปล่อยเลยตามเลย ทำตามที่ตำรวจบอกทุกอย่าง โดยในวันเกิดเหตุ มีเพื่อนถึง 4 คน ที่สามารถเป็นพยานยืนยันได้ว่านายไพศาลอยู่กับพวกเขาตลอดทั้งคืน เพราะทั้งหมดนอนอยู่ด้วยกัน
ส่วนรถจักรยานยนต์ที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าใช้ไปก่อเหตุ มีกล้องวงจรปิดจับภาพได้ก่อนเกิดเหตุ ขณะขับผ่านร้านอาหารแห่งหนึ่งบนถนนเฟื่องนคร ตำรวจก็ได้ไปขอยืมรถจากชาวบ้านข้างเคียงมาเพื่อประกอบการทำแผน ทั้งนี้ชาวบ้านทั้งหมดต่างไม่เชื่อว่านายไพศาลจะเป็นผู้ก่อเหตุตัวจริง จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคนร้ายตัวจริงที่ยังลอยนวลอยู่มารับโทษด้วย
อนึ่งเมื่อมีการนำภาพผู้ต้องหาจากกล้องวงจรปิดมาให้ชาวบ้านดู ทั้งหมดต่างยืนยันว่าไม่ใช่นายไพศาลอย่างแน่นอน เนื่องจากนายไพศาลไม่เคยแต่งตัวในลักษณะเช่นนั้นมาก่อน ไม่เคยมีเข็มขัดหนังอย่างในภาพ และที่สำคัญเขาไม่เคยมีหรือสวมใส่รองเท้าผ้าใบเหมือนคนร้ายตามที่ปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิด จึงอยากร้องขอความเป็นธรรมให้กับนายไพศาลด้วยซึ่งทางญาติและเพื่อนบ้านของนายไพศาลได้ต่อสู้เรียกร้องขอความเป็นธรรมให้นายไพศาลมาโดยตลอด



