ข่าว

ถอดสัญญาณดาวเทียมพะยูน!

ถอดสัญญาณดาวเทียมพะยูน!

01 มิ.ย. 2560

สวทช.ตัดสินใจเชิญนักวิจัยต่างชาติร่วมถอดสัญญาณดาวเทียมติดตามตัวพะยูนทั้ง 3 ตัว หลังเดินทางมาพบกลุ่มชาวบ้านที่คัดค้าน

 

           1 มิถุนายน 2560 ที่มูลนิธิอันดามัน ต.ควนปริง อ.เมือง จ.ตรัง นางรังสิมา ตัณฑเลขา ผู้อำนวยการโปรแกรมฝ่ายบริหารคลัสเตอร์ และโปรแกรมวิจัย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.อัญชนา ประเทพ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ,ดร.กฤษนัยน์ เจริญจิตร อาจารย์ มหาวิทยาลัยบูรพา และคณะ เดินทางมาพบปะหารือกับ 3 องค์กรอนุรักษ์จังหวัดตรัง ประกอบด้วย สภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดตรัง ชมรมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง มูลนิธิอันดามัน นำโดย นายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ ผู้ประสานงานมูลนิธิอันดัน นายอะเหร็น พระคง ประธานชมรมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง และสมาชิกกว่า 20 คน

           โดยมีประเด็นหารือกรณี อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทำการติดสัญญาณดาวเทียมติดตามตัวพะยูน เพื่อศึกษาวิจัยการใช้ชีวิตของพะยูนในท้องทะเลตรัง ด้วยการใช้อวนจับพะยูน จำนวน 3 ตัว ติดสัญญาณดาวเทียมบริเวณหาง ซึ่งทางองค์กรอนุรักษ์ตรัง ไม่เห็นด้วยเพราะหวั่นว่าจะทำให้เกิดอันตรายกับพะยูน แม้ว่าท่างคณะวิจัยซึ่งมีทีมแพทย์จากศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย รศ.สพญ.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำร่วมทำงานด้วย มีการให้ข้อมูลด้านวิชาการว่าไม่เป็นอันตรายต่อพะยูน อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ทางด้านวิชาการชั้สูงในอันที่จะได้ทราบถึงการใช้ชีวิตของพะยูนในท้องทะเลตรัง และร่วมกันอนุรักษ์ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป

           ในที่สุดหลังรับฟังปัญหาจากทั้ง 3 องค์กรดังกล่าว ทาง สวทช.ประกาศยุติสนับสนุนโครงการวิจัยดังกล่าวอย่างถาวร โดยไม่จำเป็นต้องรับฟังข้อมูลจากทางฝ่ายอุทยานฯหาดเจ้าไหม เจ้าของโครงการ และทีมแพทย์ที่ร่วมทำงานวิจัยในครั้งนี้ โดยให้เหตุผลว่าเกิดความขัดแย้งขึ้นในชุมชน เพราะสวทช.มุ่งสร้างความร่วมมือกับทุกฝ่ายในการทำงานศึกษาวิจัย โดยจะเชิญนักวิชาการทั้งในประเทศ และโดยเฉพาะนักวาการจากต่างประเทศที่ให้ข้อมูลผลเสียในการจับพะยูนและติดสัญญาณดาวเทียมในลักษณะดังกล่าวมาเป็นที่ปรึกษา และฝึกฝนชาวประมงพื้นบ้านในการจะออกจับพะยูนเพื่อจับถอดสัญญาณทั้ง 3 ตัว โดยใช้วิธีนำเรือไล่ต้อนให้เหนื่อย เพื่อกระโดดจับแทนการใช้อวน เพราะมองว่าการใช้อวนเสี่ยงจะทำให้พะยูนช็อกตาย หลังผ่านพ้นเวลา 3 เดือน ตามข้อมูลทางวิชาการแล้วอุปกรณ์สัญญาณไม่หลุดออกจากตัวพะยูนเอง โดยสวทช.จะเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณในการจับพะยูนถอดสัญญาณดังกล่าว พร้อมกันนี้ทางองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนทั้ง 3 องค์กร ยังเรียกร้องให้สวทช.ศึกษาวิจัยพะยูนต่อไป โดยให้ร่วมมือศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน

           นางรังสิมา ตัณฑเลขา ผู้อำนวยการโปรแกรมฝ่ายบริหารคลัสเตอร์ และโปรแกรมวิจัย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า โครงการดังกล่าว สวทช.สนับสนุนงบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 1 ล้านบาท ระยะเวลาศึกษาทั้งหมด 1 ปี ซึ่งทางฝ่ายคณะทำงานยังไม่ได้มีการเบิกเงินงบประมาณดังกล่าวไปแต่อย่างใด หลังจากนี้คงไม่จำเป็นต้องรับฟังข้อมูลจากทางฝ่ายคณะทำงานวิจัยเดิม เพราะมองว่าเกิดความขัดแย้ง และไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น จึงตัดสินใจยกเลิกโครงการศึกษาวิจัยดังกล่าว ซึ่งงานที่ทำไปแล้วจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้หรือไม่ คงต้องกลับไปปรึกษากันก่อน หลังจากนี้ก็จะเชิญนักวิชาการทั้งชาวไทยและต่างประเทศในการให้ความรู้กับชาวบ้าน ในการจับพะยูนเพื่อถอดสัญญาณต่อไป และยืนยันจะไม่ใช้อวนตามที่ชาวบ้านร้องขอ

           นายภาคภูมิ กล่าวว่า นอกจากนั้น ทางสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดตรัง ชมรมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง และมูลนิธิอันดามัน ซึ่งไม่เห็นด้วยกับงานวิจัยดังกล่าว ล่าสุด ได้ทำจดหมายเปิดผนึกส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อทวงถามความรับผิดชอบต่อโครงการดังกล่าว ใจความว่า “ กระทรวงทรัพย์ฯ เป็นผู้ชักชวนให้ประชาชนร่วมกันอนุรักษ์และไม่ควรปล่อยให้คนในสังกัดกระทำผิดกฎหมาย และไม่ควรที่วางเฉยกับการที่มีสัตว์แพทย์ท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญพะยูน มาฉีดยา เก็บตัวอย่าพันธุกรรม จูบพะยูนและผ่าซากพะยูน จำนวน 2 ตัว โดยการก้าวล่วงอำนาจหน้าที่และความเชี่ยวชาญของสัตว์แพทย์ ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งมีองค์ความรู้จากการชันสูตรมานานนับร้อยตัวและมีดีเอ็นเอพะยูนเก็บไว้ในคลังข้อมูลกว่า 200 ตัว นอกจากนี้ทราบว่าพะยูนที่ติดสัญญาณหายไป 1 ตัว จึงขอให้เป็นต้นแบบของการอนุรักษ์พะยูนและสัตว์ทะเลหายากอื่นๆให้กับชุมชนชายฝั่งและคนไทย ทั้งประเทศในระยะ เร่งด่วน ควรสั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งส่งผู้เชี่ยวชาญไปติดตามพะยูน เพื่อไม่ให้เกิดอันตราย