
เอกชนจี้ผ่อนปรนเงื่อนไขปล่อยกู้
"กรณ์" จี้ธปท.ผ่อนปรนเงื่อนไขเอื้อสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อได้คล่องตัวมากขึ้น พร้อมหนุนแบงก์รัฐขยายเกณฑ์เอ็นพีแอลออกไป ด้านหอการค้าเห็นด้วยลดความเข้มงวดลงชั่วคราวอุ้มเอสเอ็มอีให้อยู่รอด จี้ตั้งกองทุน 5 หมื่นล้านแยกหนี้จากบัญชีปกติ
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังหารือกับ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงบทบาทของธปท.ที่มีต่อสถาบันการเงินโดยรวมในปัจจุบันว่า ได้ขอให้ ธปท.ปรับปรุงเงื่อนไขต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อคล่องตัวมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้ประกอบการในอนาคต โดยจะเน้นการเพิ่มบทบาทธนาคารเฉพาะกิจของรัฐให้มากขึ้นแต่ยอมรับว่าจะให้ใช้หลักเกณฑ์การประเมินสินเชื่อเหมือนแบงก์พาณิชย์ไม่ได้ เช่น อาจผ่อนปรนเงื่อนไขหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) จากปกติ 3-6 เดือน เป็น 1-2 ปี เป็นต้น
นายดุสิต นนทนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า เอกชนเรียกร้องให้ ธปท.ผ่อนคลายเกณฑ์ควบคุมการให้สินเชื่อของแบงก์ให้เข้มงวดน้อยลงเป็นการชั่วคราวในช่วงวิกฤติ เพื่อให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เช่น หลักเกณฑ์การประเมินหนี้ด้อยคุณภาพ หรือหลักเกณฑ์เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงฉบับใหม่ (บาเซิล 2) จากนั้นเมื่อเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ก็กลับไปใช้เกณฑ์เดิมที่เข้มงวด เพราะปัจจุบันนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีกว่า 70% ของ 2.5 ล้านราย มีปัญหาสภาพคล่อง และสามารถอยู่รอดได้เพียง 7 เดือนเท่านั้น
อย่างไรก็ตามแม้รัฐมีแผนดูแลสภาพคล่องของเอกชนที่ดี โดยเฉพาะการเพิ่มวงเงินปล่อยกู้ของแบงก์รัฐและอนุมัติเร็วขึ้นไม่เกิน 21 วัน แต่ยังติดปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินจากเงื่อนไขและเจ้าหน้าที่เกรงว่าเมื่อปล่อยกู้แล้วจะเกิดปัญหาหนี้เสียตามมา นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงมองว่าสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข คือ การตั้งกองทุนสนับสนุนเพื่อแยกหนี้ที่ต้องการช่วยเหลือเอกชนออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานมีความผิด ซึ่งอาจมีวงเงินประมาณ 5 หมื่นล้านบาท จึงจะสามารถรองรับและแก้ปัญหาให้ธุรกิจเอสเอ็มอีได้ และผ่อนปรนระยะเวลาการชำระหนี้ เช่น ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี



