ข่าว

“มาร์ค”โต้แนวคิด 1 พรรค 2 แนวคิด 

“มาร์ค”โต้แนวคิด 1 พรรค 2 แนวคิด 

01 มิ.ย. 2560

“มาร์ค”ยันใน"ปชป."ทุกคนเป็นหนึ่งเดียว โต้แนวคิด 1 พรรค 2 แนวคิด ระบุถ้าส.ส.จับมือ 250 เสียงตั้งรบ.ได้ ชี้ส.ว.ไม่ควรยุ่งเกี่ยวหาก รบ. ทำผิดให้กลไกถ่วงดุลจัดการ

 

          1 มิ.ย. 60 - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นต่อกรณีการกลับมาของ กปปส. โดยระบุว่าจะทำให้เกิดภาวะ 1 พรรค 2 แนวคิด ว่า ตนได้คุยกับกลุ่มกปปส.แล้ว ซึ่งเขาเข้าใจดีและเรามีเป้าหมายตรงกัน คือต่อต้านความไม่ถูกต้อง การคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจในทางไม่ชอบ และระบอบทักษิณ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม ประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีระบบ มีความเป็นสถาบัน มีอุดมการณ์ การทำงานต้องยึดตามแนวทางของพรรค จึงทำให้ทุกคนไม่มีความรู้สึกว่ามีประเด็นที่ฝืนหรือขัด หรือมี 2 แนวทางแต่อย่างใด และเมื่อกกปส.กลับมาทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ก็จะยึดถือแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ ท่านก็พูดกันเอง ตนก็นั่งอยู่ด้วย ทุกคนก็มีความสบายใจว่าเราจะผนึกกำลังกันแล้วเดินหน้าทำงานกัน

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวคิดนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรค เสนอให้ 4 พรรคการเมืองใหญ่จับมือกันต่อสู้กับทหารนั้น เราต้องเคารพเจตนารมณ์ของประชาชน และถือเป็นจุดยืนของพรรคที่จะยึดแนวทางนี้ คือเมื่อเลือกตั้งเสร็จ พรรคการเมืองรวบรวมเสียงได้ 250 เสียงขึ้นไปต้องมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าโดยรัฐธรรมนูญสมาชิกวุฒิสภา 250 คนจะร่วมลงมติ แต่วุฒิสภาไม่ควรใช้สิทธิ์ตรงนั้นเป็นการฝืนเจตนารมณ์ของประชาชน เพราะถ้าทำแบบนั้นจะเป็นการสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งในทางการเมืองอย่างรุนแรงมาก ในที่สุดจะทำให้เป้าหมายที่หลายคนตั้งเอาไว้ทั้งเรื่องปรองดองและอื่นๆไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้พรรคการเมืองที่จะรวมตัวกันต้องดูในเรื่องของนโยบาย สำคัญกว่านั้นคือเรื่องอุดมการณ์ว่าไปด้วยกันได้หรือไม่ การไปบังคับให้พรรคการเมืองที่อุดมการณ์ไม่ตรงกันจับมือเพื่อตั้งรัฐบาล คนจะมองว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์มากกว่า ดังนั้นแนวคิดของนายพิชัย ควรจะเสนอว่าเมื่อสภาผู้แทนราษฎรรวมกันได้ 250 เสียงขึ้นไปควรให้สิทธิ์เขาในการจัดตั้งรัฐบาล โดยคำนึงถึงพื้นฐานของนโยบายและอุดมการณ์ที่ตรงกัน  

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่าในกรณีไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น ในทางปฏิบัติ 250 กว่าเสียง ตามรัฐธรรมนูญไม่พอในการจัดตั้งรัฐธรรมนูญ เพราะต้องได้ 376 เสียง สิ่งที่พยายามจะบอก คือ ถ้า 250 เสียงในสภาผู้แทนราษฎรจับกันได้  ส่วน 250 เสียงของวุฒิสภา ไม่ควรที่จะมาขัดขวาง เพราะบางทีส.ว.อาจจะใช้วิธีไม่ยอมลงคะแนนให้เลยเพื่อไม่ให้ถึง 376 เสียง ซึ่งถ้าทำแบบนั้นคิดว่าเป็นการนำส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งมาเผชิญหน้ากับเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้ง ในทางตรงกันข้ามถ้าสภาผู้แทนราษฎรเลือกกันเองไม่ได้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทางส.ว.จะมีสิทธิ์ในการลงคะแนนว่าจะเอาอย่างไร ถ้าหากว่ารัฐบาลจับกันได้เกิน 250 เสียง และมีปัญหาในเรื่องธรรมาภิบาล ควรให้เป็นเรื่องของกลไกตามรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องเข้ามาจัดการไม่ว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจขัดกฎหมายหรือทุจริตต้องจัดการ ซึ่งตนเชื่อว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งที่รัฐบาลไม่มีธรรมาภิบาล ประชาชนจะแสดงออกตามที่รัฐธรรมนูญให้สิทธิ์ไว้ คือเป็นกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล