
ปตท.สผ.เตรียมเจรจา ปิโตรนาสมาเลฯ ลงทุนแหล่งก๊าซ
ปตท.สผ.เตรียมเจรจา ปิโตรนาสมาเลฯ ลงทุนแหล่งก๊าซ
นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มงานโครงการผลิตและสนับสนุนปฏิบัติการ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ.(PTTEP) เปิดเผยว่า ปตท.สผ. อยู่ระหว่างเจรจากับบริษัท ปิโตรนาส ของมาเลเซีย เพื่อร่วมกันวางแผนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในมาเลเซีย ที่มีลักษณะเป็นแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมขนาดเล็ก หรือ กระเปาะเล็กๆในทะเล ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ และกำลังการผลิตก๊าซฯให้กับ ปตท.สผ.ในอนาคต
“ในเร็วๆนี้ จะมีการพูดคุยกันระหว่าง ปตท.สผ.กับ ปิโตรนาส มาเลเซีย ซึ่ง ปตท.สผ.จะนำ ”Gulf 0f Thailand Model" ที่แสดงถึงศักยภาพของ ปตท.สผ.ในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ที่มีลักษณะเป็นกระเปาะเล็กๆ ไปขายให้ปิโตรนาส ที่เดิมไม่เคยสนใจพัฒนาแหล่งขนาดเล็ก โดยจะเอาความสำเร็จจากประสบการณ์พัฒนาแหล่งบงกช ในอ่าวไทย เป็นจุดขาย เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกัน”
ทั้งนี้ ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระหว่าง ปตท.สผ. และ ปิโตรนาส เป็นผลมาจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ที่ปรับลดลงต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ต้องวางแผนการลงทุนอย่างระมัดระวัง และหันกลับมามองหาโอกาสการลงทุนในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
“ปิโตรนาส ก็มีมุมมองเดียวกับ ปตท.สผ. แต่ในอดีตปิโตรนาส สนใจลงทุนเฉพาะในแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ และมองข้ามแหล่งขนาดเล็กไป”
ขณะที่ ปตท.สผ. มีประสบการณ์ในการพัฒนาแหล่งขนาดเล็ก มีวิธีการมองที่สามารถนำมาผสมผสานกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงเห็นศักยภาพในแหล่งปิโตรเลียมขนาดเล็กในมาเลเซีย ที่น่าจะพัฒนาให้เกิดประโยชน์ร่วมกันได้
“หากมีการสำรวจพบปิโตรเลียมจริง อนาคตหากจะส่งกลับมาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย ก็สามารถทำได้ง่าย เนื่องจากระยะทางไม่ไกล”
ส่วนรูปแบบการลงทุนที่จะเกิดขึ้นนั้น ยังต้องหารือในรายละเอียดร่วมกันอีกครั้ง เบื้องต้นคาดว่า จะอยู่ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC) เช่นเดียวกับพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(เจดีเอ) โดยคาดว่า แผนการลงทุนต่างๆ จะเห็นความชัดเจนได้ภายในปีนี้
ปัจจุบัน ปตท.สผ. มีโครงการลงทุนในมาเลเซีย 2 โครงการ คือ โครงการพื้นที่ร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) โดยได้สัมปทานแปลง บี-17 และ บี-17-01 ตั้งอยู่อ่าวไทยตอนล่าง บริเวณพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ผู้ดำเนินการ คือ CARIGALI-PTTEPI Operating Company Sdn. Bhd. (CPOC)โดยมีผู้ถือหุ้นคือ บริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัทPetronas Carigali (JDA)จำกัด ถือหุ้นบริษัทละ 50%
นอกจากนี้ มีโครงการซาราวักเอสเค410บี โดยได้สัมปทานในแปลงสำรวจSK 410 Bตั้งอยู่ในทะเลน้ำตื้น นอกชายฝั่งรัฐซาราวัก มาเลเซีย ผู้ดำเนินการคือ บริษัท PTTEP HK Offshore Limited ถือหุ้น 42.5% ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. โดยมีผู้ถือหุ้น คือ บริษัท KUFPEC MALAYSIA (SK-410B) LIMITED สัดส่วน42.5% และบริษัท PETRONAS CARIGALI SDN. BHD. สัดส่วน 15% ปัจจุบันโครงการอยู่ในช่วงดำเนินการสำรวจ 3 ปีแรก
นายพงศธร กล่าวว่า สำหรับการลงทุนในประเทศไทย ปตท.สผ. และพันธมิตรรายเดิม จะเข้าร่วมการประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งบงกช ที่จะหมดอายุในปี 2565 ซึ่ง ปตท.สผ.ยังได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรให้เป็นผู้ดำเนินการ(Operator)ต่อ โดยปัจจุบัน ปตท.สผ.เป็นทั้งผู้ดำเนินการและผู้ถือหุ้นใหญ่ 44.4445% รองลงมาคือบริษัท โททาล อีแอนด์พี ไทยแลนด์ 33.3333% และบริษัท เชลล์ อินทีเกรทเต็ด แก๊ส ไทยแลนด์ พีทีอี ลิมิเต็ด 22.2222%
“จากการพัฒนาปิโตรเลียมในแหล่งบงกช ตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 24 ปีแล้ว ที่ ปตท.สผ. ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆจาก “ฝรั่ง” ผ่าน บริษัท โททาลฯ ทำให้เปลี่ยนสถานะจากพันธมิตรไปสู่ผู้ดำเนินการ และปัจจุบัน โททาลฯ ยังมั่นใจ ปตท.สผ. เพราะสามารถดำเนินการได้ในต้นทุนที่เหมาะสม และเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซฯตามสัญญาจาก 150 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็น 900-1,000 ล้านลูบาศ์ฟุตต่อวัน ในปัจจุบัน”
ปตท.สผ. มั่นใจว่า หากเป็นผู้ชนะการประมูลแหล่งบงกชในรอบใหม่ จะสามารถรักษาอัตราการผลิตก๊าซฯได้ไม่ต่ำ 900-1,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องไปจากปี 2563 ได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาวิกฤตก๊าซฯที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2564-2566 แต่หากผู้ชนะการประมูลเป็นนักลงทุนรายใหม่ คาดว่าจะต้องใช้เวลาดำเนินการต่างๆอย่างน้อย 3-5 ปี ในการรักษาอัตราการผลิตก๊าซฯให้อยู่ในระดับปัจจุบัน อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากการเจรจาซื้อขายก๊าซฯจากอ่าวไทยของ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ในอนาคตด้วย
อย่างไรก็ตาม การเปิดประมูลแหล่งบงกช และแหล่งเอราวัณ รอบใหม่ ที่อาจจะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือ สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) นั้น ปตท.สผ. ไม่ได้กังวล เพราะเคยมีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิตมาแล้ว เช่น โครงการพื้นที่ร่วมไทย-มาเลเซีย(เจดีเอ) ส่วนกฎเกณฑ์ต่างๆภายใต้ระบบPSC ที่จะเพิ่มอำนาจของหน่วยงานภาครัฐมากขึ้นก็ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นกติกาที่ผู้ชนะประมูลฯต้องปฏิบัติตามอยู่แล้ว



