ข่าว

เรื่องเล็กที่ไม่น้อยเลยของ...ใบสั่ง

เรื่องเล็กที่ไม่น้อยเลยของ...ใบสั่ง

11 ก.ย. 2552

ขนาดมีกฎระเบียบกำหนดเอาไว้อย่างเคร่งครัด ในการเบิกจ่ายใบสั่งของตำรวจจราจร ทว่า ก็ยังมีช่องโหว่ให้บางคนเอื้อประโยชน์ให้แก่ตัวเองไปจนถึงพวกพ้องได้อีก !?!

 ส.ต.อ.อธิพงศ์ กันดี ผบ.หมู่งานจราจรทางด่วน 2 กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ถูกร้องเรียนว่าให้ใบสั่งแก่บริษัทขนส่งแห่งหนึ่ง เมื่อต้นสังกัดตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นใบสั่งจริง และพบการเบิกจ่ายไปมากกว่าปกติ จึงสั่งตั้งกรรมการสอบสวน โดยเจ้าตัวยอมรับว่าให้เพื่อนเอาไว้ป้องกันตำรวจจราจรจับกุมในความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522

 เรื่องนี้ทำให้สังคมได้รับรู้ข้อเท็จจริงอีกด้านของตำรวจจราจรบางคน ทั้งนี้ อัตราเปรียบเทียบปรับตามความผิดจราจรแตกต่างกันออกไปตั้งแต่ 400 บาท ไปจนถึง 1,000 บาท แต่ดุลพินิจในการเปรียบเทียบปรับขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวน หมายถึง จะปรับเป็นเงินเท่าไรก็ได้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คือ ต้องไม่ต่ำและไม่เกินกว่าที่ระบุเอาไว้ แต่ในความเป็นจริงแล้วคนขับรถมักพยายามหลีกเลี่ยงใบสั่ง ไม่ว่าจะเป็นความผิดน้อยนิดสักแค่ไหนก็ตาม ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นที่มาของสารพัดวิธีหลีกเลี่ยง อันส่งผลไปถึงระบบการเรียกรับเงินตอบแทนแลกกับการไม่เขียนใบสั่ง

 หนึ่งในนั้นคือ การใช้ใบสั่งแสดงต่อเจ้าพนักงานจราจร เพื่อเป็นใบเบิกทางไปสู่การงดเว้นจับกุมเขียนใบสั่ง เพียงเพราะเหตุผลประการเดียว คือ เห็นใจและตำรวจเองก็ไม่อยากเสียเวลาก็มักจะปล่อยไป !?!

 ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารยังไม่ไหลบ่าเหมือนน้ำเหนือฤดูน้ำหลาก ใบสั่งที่ใช้แสดงเป็นใบสั่งที่ตำรวจจราจรเขียนให้ผู้ขับขี่เจ้าของรถจริง แล้วยึดใบขับขี่เก็บไว้ที่สถานีตำรวจ ซึ่งตามกฎหมายแล้วกำหนดให้ไปรายงานตัวจ่ายค่าปรับและเก็บใบขับขี่คืนภายใน 7 วัน หากไม่มารายงานตัวก็มีความผิดตามมาตรา 141 (1) พ.ร.บ.จราจรทางบก อีกข้อหาหนึ่ง

 แต่เมื่อกาลเวลาเดินหน้าไปอะไรๆ ก็เปลี่ยนวนหมุนตาม ทำให้สังคมไทยได้รับรู้ว่า ใบสั่งที่มีอยู่นั้นอีกนัยหนึ่งก็เป็นอุปกรณ์ป้องกันตำรวจจราจรได้อย่างดี จนครั้งหนึ่งมีผู้ขับขี่หัวหมอบางประเภทพกติดตัวไว้เลย พอจอดรถในที่ห้ามจอดได้ก็ล้วงออกมาแปะไว้หน้ารถ สับขาหลอกตำรวจจราจรว่า ถูกเขียนใบสั่งเรียบร้อยแล้ว บ้างก็พกติดตัวไว้อ้างกับเจ้าพนักงานตำรวจจราจรว่า ได้ใบสั่งมาแล้วยังไม่ได้ไปเอาใบขับขี่ ด้วยเหตุนี้แทนที่จะเขียนใบสั่งอีกใบก็ปล่อยตัวไปก็มาก ด้วยเหตุนี้ใบสั่งจึงมีมูลค่าอยู่ในตัวของมันเองด้วย

 "ใบสั่งที่เขียนแล้วขายได้ แต่ไม่คุ้ม เพราะขายได้เงินไม่กี่ร้อยบาท แถมถูกจับได้อาจมีปัญหาอีก สู้เรียกเก็บใต้โต๊ะเลยไม่ได้ ปลอดภัยกว่า" อดีตตำรวจจราจร บช.น.ระบุ

 "ส่วนใบสั่งที่เอาไว้ป้องกันตำรวจมักจะให้กันด้วยความเสน่หา ด้วยความสนิทสนมกันจริงๆ" เขากล่าวต่อไปเรื่อยๆ

 ใบสั่ง 1 เล่มจะมี 25 ใบ ประกอบด้วย ใบสีขาวสำหรับผู้ขับขี่ใช้แทนใบขับขี่ ส่วนสำเนาใบสีเหลืองแนบเก็บไว้คู่กับใบขับขี่ที่โรงพัก และสำเนาใบสีชมพูเป็นต้นขั้วติดอยู่กับสมุดใบสั่งต้องส่งคืนฝ่ายธุรการ เอาไว้ตรวจสอบ โดยใบสั่งทุกเล่มจะมีหมายเลขกำกับเอาไว้ทุกเล่มทุกใบ และถือเป็นสมบัติของทางราชการ หากตำรวจจราจรคนไหนทำหายจะต้องลงบันทึกประจำวันเอาไว้เป็นหลักฐานด้วย

 "ปกติจะเขียนใบสั่งลอยๆ ให้เพื่อนหรือคนรู้จักที่สนิทถือไว้ป้องกันตำรวจจราจรแค่ใบเดียว หรืออย่างมาก 2-3 ใบ มีบ้างเหมือนกันที่ยกให้ไปทั้งเล่มเลย"

 อดีตตำรวจจราจรคนเดิมแยกแยะเทคนิคการแจกใบสั่งลมเช่นนี้ออกเป็น 3 รูปแบบ คือ 1.เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องแค่ใบเดียว 2.หยิบเอามาจากใบสั่งแปะหน้ากระจก อธิบายง่ายๆ คือ เวลาตำรวจจราจรเขียนใบสั่งแปะหน้าไว้โดยไม่ยึดใบขับขี่ คนหนึ่งเขียนอีกคนก็ตามเก็บโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ก็เคยมีเกิดขึ้น จากนั้นก็เอาไปขาย สนนราคาแค่หลักร้อย ด้วยเหตุที่ถูก ส่วนใหญ่จึงมักแจกเอาเป็นบุญคุณมากกว่า ส่วนกลุ่มที่ 3.ขายให้บริษัทขนส่งต่างๆ ไปเลยทั้งเล่ม

 ด้าน พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น.ดูแลงานจราจร อธิบายเพิ่มเติมว่า ใบสั่งจะมีการจัดซื้อจัดจ้างพิมพ์ ในส่วนของ บช.น.จะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างพิมพ์ระหว่างโรงพิมพ์กับกรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องมีตราประทับเจ้าพนักงานจราจร คือ ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) คนปัจจุบัน จัดพิมพ์ครั้งละหลายพันเล่ม เพื่อแจกจ่ายให้ตำรวจจราจรทั้ง 82 สถานี และตำรวจจราจรกลาง ส่วนต่างจังหวัดเจ้าพนักงานจราจร คือ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนั้นๆ เช่นเดียวกับตำรวจทางหลวง ผู้บังคับการตำรวจทางหลวงก็จะเป็นเจ้าพนักงานจราจร

 "สมมติว่าโรงพักหนึ่งมีตำรวจจราจร 40 นาย ฝ่ายธุรการแต่ละสถานีก็จะไปเบิกกับ กก.3 บก.จร.เพียงที่เดียวเท่านั้น อาจจะเบิกเผื่อไป 80 เล่ม หรือ 120 เล่ม เฉลี่ยคนละ 2-3 เล่ม พอหมดก็มาเบิกใหม่ จะไม่ให้เก็บตุนไว้เยอะๆ พอถึงสถานีก็จะควบคุมอีกทีว่า ตำรวจคนไหนเบิกเล่มใด เลขที่เท่าไรไป" รอง ผบช.น.อธิบาย