
ตากาล็อกต้านแผนเก็บภาษีเอสเอ็มเอสสุดตัว
การส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือ ที่เรียกกันว่า "การส่งเอสเอ็มเอส" นั้น เคยมีส่วนช่วยให้เกิดการปฏิวัติโดยพลังประชาชนขึ้นในฟิลิปปินส์มาแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เอสเอ็มเอสมีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากแค่ไหนในแดนตากาล็อก
เรื่องนี้คงจะทำให้พอเห็นภาพได้ชัดขึ้นว่า ทำไมแผนจัดเก็บภาษีการส่งเอสเอ็มเอสของทางการฟิลิปปินส์ ถึงได้ก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่ประชาชนได้มากขนาดนั้น
กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคท้องถิ่นแห่งหนึ่งออกมาโจมตีแผนการจัดเก็บภาษีเอสเอ็มเอส ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาอย่างหนัก โดยบอกว่า ไม่ใช่หน้าที่ที่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือของประเทศจะต้องมาแบกรับภาระการขาดแคลนงบประมาณของรัฐบาล
"การต่อต้านกฎหมายเก็บภาษีใหม่ฉบับนี้ เป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว" แอนโทนี เอียน ครูซ ผู้นำกลุ่ม "ทีเอ็กซ์ที เพาเวอร์" ประกาศก้อง
ครูซยังขู่บรรดา ส.ส.ที่จะต้องลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไปกันในปีหน้าด้วยว่า ระวังจะเจอผลลัพธ์ในทางที่ไม่คาดฝัน หากไปรับรองกฎหมายเก็บภาษีเอสเอ็มเอสฉบับนี้เข้า
ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการส่งเอสเอ็มเอสกันติดอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว เนื่องจากมีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมากถึง 70 ล้านคน แล้วก็มีเอสเอ็มเอสถูกส่งกันไปทั่วเครือข่ายมือถือค่ายต่างๆ มากถึง 300 ล้านข้อความ ในแต่ละวันเลยทีเดียว
อย่างเมื่อปี 2544 นั้น เอสเอ็มเอสถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมาแล้ว โดยชาวฟิลิปปินส์ส่งเอสเอ็มเอสต่อๆ กันไป เพื่อเรียกคนหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมกันบนท้องถนน เพื่อก่อการปฏิวัติอย่างสันติที่สามารถโค่นล้มประธานาธิบดีโจเซฟ เอสตราดา ผู้อื้อฉาวไปด้วยเรื่องคอรัปชั่นได้สำเร็จมาแล้ว
ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้เสนอให้เก็บภาษีเอสเอ็มเอส และข้อความมัลติมีเดียที่ส่งทางโทรศัพท์มือถือ 5 เซนตาโว ต่อทุกข้อความที่ส่งกันทางมือถือ ซึ่งเท่ากับว่าจะทำให้รัฐบาลมีเงินเข้ากระเป๋ากันถึงกว่า 500 ล้านดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว
ปัจจุบันร่างกฎหมายเก็บภาษีเอสเอ็มเอสผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไปเรียบร้อยแล้ว และกลุ่มผู้สนับสนุนกำลังผลักดันให้ได้รับการรับรองจากรัฐสภา และให้ประธานาธิบดีกลอเรีย อาร์โรโย ลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ กลุ่มผู้สนับสนุนให้เก็บภาษีเอสเอ็มเอสอ้างว่า จะนำเงินไปสมทบงบประมาณด้านการศึกษาของรัฐบาล แต่ครูซจากกลุ่มทีเอ็กซ์ที เพาเวอร์ ชี้ว่า ปัจจุบันรัฐบาลก็เก็บภาษีมูลค่าเงินจากการให้บริการโทรศัพท์มือถือถึง 12% อยู่แล้ว ก่อนจะเสริมว่า แทนที่จะมารีดเลือดเอาจากประชาชน รัฐบาลควรจะหันไปตัดลดงบประมาณรายจ่ายที่สิ้นเปลือง
แล้วก็พยายามอุดเงินภาษีของประชาชนไม่ให้รั่วไหลออกไปเพราะการคอรัปชั่นของนักการเมืองจะดีกว่า



