ข่าว

กฟผ.มุ่งธุรกิจใหม่ ขยับสู่‘ผู้ดูแลระบบ’

กฟผ.มุ่งธุรกิจใหม่ ขยับสู่‘ผู้ดูแลระบบ’

31 พ.ค. 2560

กฟผ.มุ่งธุรกิจใหม่ ขยับสู่‘ผู้ดูแลระบบ’

 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)จัดเสวนา “พลังงานทดแทน กฟผ.ความท้าทายในยุค 4.0”  หลังจากกระทรวงพลังงานสั่งให้ลงทุนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น โดยกฟผ.ได้เตรียม เสนอแผนลงทุนพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ ให้กระทรวงพลังงานพิจารณาภายในเดือนมิ.ย.นี้ 

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ กฟผ. และในฐานะโฆษก กฟผ. กล่าวว่ากฟผ.จะใช้เงินลงทุนอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท ปรับลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 2 แสนล้านบาท เนื่องจาก กฟผ.ได้ปรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์เซลล์)มากขึ้น จากแผนเดิมที่ให้น้ำหนักการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล(ไบโอแมส)เป็นหลัก

“กฟผ. หันมาเพิ่มสัดส่วนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์มากขึ้น เพราะไม่ต้องการแย่งชิงโควตาชีวมวลกับเอกชน และปัจจุบันเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในขณะที่ต้นทุนต่ำลง อีกทั้ง กฟผ.จะให้ความสำคัญกับการติดตั้งโซลาร์ทุ่นลอยน้ำถึง 554.31 เมกะวัตต์ คิดเป็น 62% ของโซลาร์รวม ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น 30%”

 สำหรับแผนลงทุนพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ ของ กฟผ. แบ่งเป็น พลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์) 901.26 เมกะวัตต์ คิดเป็น 45.04% ไบโอแมส 595.84 เมกะวัตต์ คิดเป็น 29.78% พลังงานลม 231 เมกะวัตต์ คิดเป็น 11.54 % พลังน้ำขนาดเล็ก 164 เมกะวัตต์ คิดเป็น 5.22 % ขยะ 50.40 เมกะวัตต์ คิดเป็น 2.52 % ไบโอแก๊ส 56 เมกะวัตต์ คิดเป็น 2.80% และพลังงานความร้อนใต้พิภพ 2 เมกะวัตต์ คิดเป็น 0.1%

กฟผ.ได้แบ่งการดำเนินงานภายใต้กรอบยุทธศาสาตร์พลังงานหมุนเวียนระยะยาว 19 ปี (ปี 2560-2579) เป็น 3 ระยะ คือ 1.ระยะ 5 ปีแรก (ปี 2560 – 2564) จะนำร่องโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 ขนาดกำลังผลิตติดตั้งรวม 24 เมกะวัตต์ ซึ่งจะนำระบบ Wind Hydrogen Hybrid System ขนาดกำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ มาผสมกับเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell ก๊าซไฮโดรเจนจะผ่าน Fuel Cell ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปแบบของก๊าซไฮโดรเจน

รวมถึงพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ทันสมัยและเป็นมิตร 18 เมกะวัตต์ และการผลิตไฟฟ้าให้มีความเสถียร(เฟิร์ม) และโครงการพัฒนาติดตั้งโซลาร์ฟาร์มในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจะนำเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy storage)มาผสมผสาน

2. ระยะ 5 -10 ปี (ปี2565-2569) คือ การจัดการข้อมูลข่าวสารพลังงานหมุนเวียนแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะทำให้สามารถติดตามข้อมูลการผลิตไฟฟ้าของกฟผ.ได้ทุก พร้อมติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ. เพื่อดูแลการผลิตไฟฟ้าให้เสถียร(เฟิร์ม) และส่งเสริมวิจัยปลูกพืชพลังงาน ให้กับชุมชน โดย กฟผ.จะรับซื้อเชื้อเพลิงจากชุมชนด้วย รวมถึงวางแนวทางบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวลครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มจากการเพาะปลูกถึงขนส่งป้อนโรงไฟฟ้าของ กฟผ.

3.ระยะปีที่ 11-20 (ปี2570-2579) คือ ระบบบูรณาแก้ไขปัญหา ซึ่งจะเป็นการนำสมาร์ทเทคโนโลยีต่างๆมาผสมผสาน สามารถเชื่อมโยงติดตามข้อมูลอย่างรวมเร็ว ผ่านการจัดตั้งวอร์รูม และมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญพลังงานหมุนเวียนคอยกำกับดูแล โดยมีศูนย์กลางระบบอยู่ที่ กฟผ. สำนักงานใหญ่ บางกรวย

นายสหรัฐ กล่าวว่า ในอนาคต 3 การไฟฟ้า คือ กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) จะมีรายได้จากการขายไฟฟ้าลดลง เพราะผู้ใช้ไฟฟ้าจะหันไปเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองและผลิตขายมากขึ้น ดังนั้น จำเป็นที่ 3 การไฟฟ้า จะต้องเร่งปรับตัว โดยในส่วนของ กฟผ.เตรียมศึกษาที่จะผันตัวเองไปสู่ผู้ดูแลระบบ รวมถึงยังร่วมมือกับบริษัทลูก คือ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนผลิต Energy storage

นายบุญรอด สัจจกุลนุกิจ นักวิชาการด้านพลังงานทดแทน กล่าวว่า ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(เออีดีพี)ปี 2558-2579 ที่กำหนดสัดส่วนผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอยู่ 30% ในปี 2579 นั้น ปัจจุบันไทยผลิตได้แล้วกว่า 10% ของแผน และเริ่มเห็นผลกระทบต่อราคาทั้งค่าไฟฟ้า และมาตรฐานต่างๆ โดยเฉพาะราคาเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าพลังงานลมและโซลาร์ที่ถูกลงมาก และยังมีแรงจูงใจจากเงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีดอินทารีฟ) หรือ FIT ทำให้นิยมลงทุนจำนวนมาก และส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพราะต้นทุนที่ดินยังไม่แพง

ดังนั้น หากในอนาคตไม่มีการกระจายพื้นที่ติดตั้งอาจจะก่อให้เกิดปัญหากำลังผลิตสูงกว่าความต้องการ ซึ่งจะไม่เป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ

“การกำหนดสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน ตามนโยบายและผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ซึ่งในอนาคตหากสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนของไทยขึ้นไปถึง 20-30% ตามแผนเออีดีพี จะเกิดอะไรขึ้น ไทยจึงไม่ควรมุ่งเพิ่มสัดส่วนตามค่าเฉลี่ยของโลก แต่ควรกำหนดระยะเวลา และการกระจายเชื้อเพลิงให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงานเป็นโจทย์หลัก”

นายภิญโญ มีชำนะ นักวิชาการด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด กล่าวว่า กระแสต่อต้านภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในช่วงราว 20 ปีที่ผ่านมา เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น เยอรมนี เดนมาร์ก ต้องลดสัดส่วนผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลง และเพิ่มพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาค่าไฟฟ้าราคาแพง

 โดยปัจจุบัน ถ่านหินยังเป็นเชื้อเพลิงที่ทั่วโลกใช้ผลิตไฟฟ้ามากที่สุดราว 40.8% รองลงมาคือ ก๊าซธรรมชาติ 21.6% และพลังงาน 16.4% ขณะที่ อาเซียน เลือกใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงอันดับ 1 ในการผลิตไฟฟ้า และมีแนวโน้มใช้เพิ่มขึ้น ยกเว้น ไทย เพราะถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูก ดังนั้น การมุ่งสู่พลังงานหมุนเวียนอาจนำไปสู่ปัญหาค่าไฟฟ้าแพง เนื่องจากรัฐบาลยังต้องอุดหนุนราคาพลังงานหมุนเวียน

นอกจากนี้ ในปีหน้า โครงการผลิตไฟฟ้าที่ได้รับการอุดหนุนในรูปแบบเงินสนับสนุนส่วนเพิ่มในการรับซื้อไฟฟ้า(แอดเดอร์) ระยะ 8 ปี จะสิ้นสุดโครงการลง ทำให้บริษัทที่ระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ปัจจุบัน เป็นธุรกิจพลังงานหมุนเวียนราว 40 บริษัท อาจจะต้องหันมาชิงโครงการผลิตไฟฟ้า เพื่อหวังเพิ่มจำนวนเมกะวัตต์ ให้ได้ตามเป้าหมาย แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐในรูปแบบแอดเดอร์ และ FIT แล้วก็ตาม ซึ่งเป็นช่วงทางสร้างราคาซื้อขายหุ้นในอนาคต ขณะที่โครงการลงทุนอาจไม่เกิดประสิทธิภาพ