ข่าว

กรมธุรกิจฯเตรียมปรับแผนเอ็นจีวีภาคขนส่ง

กรมธุรกิจฯเตรียมปรับแผนเอ็นจีวีภาคขนส่ง

31 พ.ค. 2560

กรมธุรกิจฯเตรียมปรับแผนเอ็นจีวีภาคขนส่ง หลังความต้องการใช้วูบ

 นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมพิจารณาปรับแผนส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ในภาคขนส่งที่อยู่ภายใต้แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan) หลังราคาน้ำมันในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาปรับลดลงมาก ทำให้ผู้ใช้รถยนต์เอ็นจีวีทยอยถอดถังออกและหันไปให้น้ำมันแทน ขณะที่รถยนต์ใหม่ยังไม่นิยมติดตั้งถังเอ็นจีวีเพิ่ม

 “กรมฯ จะต้องหารือร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่าจะปรับแผนอย่างไร ทั้งปริมาณการใช้เอ็นจีวีที่ลดลง และจำนวนสถานีบริการก๊าซเอ็นจีวีที่เหมาะสม เพราะปัจจุบันมีกำลังการผลิตก๊าซเอ็นจีวีประมาณ 9,000 ตันต่อวัน แต่ปริมาณการใช้เอ็นจีวีเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7,300 ตันต่อวัน และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง”

ขณะเดียวกัน ปีนี้รถยนต์ที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวี ส่วนใหญ่จะครบอายุการใช้งานครบ 10 ปี และจะทยอยเปลี่ยนเครื่องยนต์ไปใช้น้ำมันมากขึ้น เพราะน้ำมันยังมีราคาถูกกว่าอดีต และการติดตั้งเอ็นจีวีผ่านจุดคุ้มทุนไปแล้วหลังใช้งานครบ 3 ปี ซึ่งจะทำให้ปริมาณความต้องการใช้ก๊าซเอ็นจีวีในอนาคตลดลง

ส่วนแผนการลงทุนขยายสถานีบริการก๊าซเอ็นจีวีของ ปตท. ที่เดิมมีแผนจะก่อสร้างให้ครบ 507 แห่งในปีนี้ คงไม่เป็นไปตามแผนเพราะปัจจุบันสถานีบริการเอ็นจีวีทั่วประเทศมีจำนวนอยู่ที่ 462 แห่ง ลดลงจากปีที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวนสถานีอยู่ที่ 488 แห่ง เนื่องจาก ปตท. เปลี่ยนจากสถานีลูกเป็นสถานีตามแนวท่อมากขึ้น

ขณะเดียวกันยังพบว่าปริมาณการจำหน่ายก๊าซเอ็นจีวีกลับลดลง แม้ว่าการจัดส่งก๊าซจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าปริมาณความต้องการใช้เอ็นจีวีลดลงอย่างแท้จริง

รวมถึงการจัดตั้งสถานีบริการก๊าซเอ็นจีวีตามแนวท่อ ที่บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ร่วมกับสมาคมขนส่งแห่งประเทศไทย มีแผนจัดตั้งเพื่อรองรับความต้องการใช้ในกลุ่มรถบรรทุก จำนวน 4 แห่ง ปัจจุบัน สามารถเปิดใช้บริการได้เพียง 1 แห่งที่ จ.สระบุรี ส่วนที่เหลืออีก 3 แห่ง คือ สถานีบริการเอ็นจีวีแนวท่อ บริเวณถนนพหลโยธิน อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทำการของสมาคมฯ จำนวน 1 สถานี และบริเวณถนนมิตรภาพ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น จำนวน 2 สถานี (2 ฝั่งของถนน) มีแนวโน้มจะไม่เกิดขึ้นตามแผน

อีกทั้งในเร็วๆ นี้ กรมฯ เตรียมหารือร่วมกับ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพลังงาน เพื่อพิจารณาว่าจะยกเลิกการใช้บัตรส่วนลดราคาเอ็นจีวีหรือไม่ รวมถึงจำนวนสถานีบริการก๊าซเอ็นจีวี จะคงไว้ในระดับปัจจุบัน หรือจะปรับลดลง ตามสถานการณ์ความต้องการใช้ที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาผลกระทบให้รอบด้านเนื่องจากมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเอ็นจีวีและแรงงานจำนวนมาก

“ในอดีตก๊าซ ที่ผลิตได้ในอ่าวไทย มีเหลือจึงนำไปใช้ในรถยนต์ได้ แต่อนาคตก๊าซฯ จะไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ และมีแนวโน้มต้องนำเข้าเพิ่ม จึงไม่ควรส่งเสริมการใช้เอ็นจีวี โดยคาดว่าแนวทางต่างๆจะมีความชัดเจนและนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณาปรับแผนในภาพรวมได้ภายใน ไตรมาส 3 ปีนี้”

นายวิฑูรย์ ยังกล่าวอีกว่า ธุรกิจเอ็นจีวีในอนาคตจะกลายเป็นธุรกิจที่ไม่ทำกำไร หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบัน หรือ ต่ำกว่า โดยเชื่อว่าในส่วนของ ปตท. ได้เตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบต่อธุรกิจไว้แล้ว

รายงานจากปตท. เปิดเผยว่า สถานการณ์ภาพรวมเอ็นจีวี ประจำเดือนเม.ย. 2560 พบว่า ยอดขายเอ็นจีวี เฉลี่ยอยู่ที่ 6,434 ตันต่อวัน ลดลงจากเดือนเดียวกันปีก่อน 15% ส่วนสถานีบริการก๊าซเอ็นจีวี เปิดดำเนินการแล้วทั้งสิ้น 504 สถานี รวมสถานีแม่ สถานีลูก และสถานีแนวท่อ 

จำนวนรถติดตั้งถังก๊าซเอ็นจีวี จดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบก สะสมอยู่ที่ 399,273 คัน โดยมีจำนวนผู้มีบัตรส่วนลดราคาฯ(รถโดยสารสาธารณะ) ทั้งหมด 94,654 ราย จำนวนเงินที่ให้ส่วนลด 185 ล้านบาท หรือ 2,007 ตันต่อวัน ขณะที่จำนวนเงินสะสมที่ให้ส่วนลดราคาฯ ตั้งแต่เดือน ม.ค.2554 - เม.ย. 2560 อยู่ที่ 9,957 ล้านบาท