
ตำรวจสีเขียวแห่งป่านิวยอร์ก
รถบรรทุกคันโตสีแดงวิ่งไปตามเส้นทางจากย่านบรองซ์ไปยังสะพานทริโบโรห์ พร้อมกับปล่อยควันดำพวยพุ่งออกมาจากเครื่องยนต์ แต่ในอีกไม่กี่วินาทีให้หลัง "ตำรวจสีเขียว" ก็เปิดไซเรน และเริ่มไล่ล่ารถคันนั้นทันที
ไม่นานคนขับรถปล่อยมลพิษก็ถูกเรียกให้จอด ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ และแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่ากำลังมองชายหนุ่มเดินออกจากรถเอนกประสงค์สีเขียวเข้มที่มีโลโก้ "ดีอีซี" ซึ่งเป็นตัวย่อของสำนักงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแปะอยู่ข้างๆ
จริงๆแล้วชายหนุ่มผู้นี้คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้ว่าจะสวมเครื่องแบบสีเขียว หมวกคาวบอย พกปืนสั้น และกุญแจมือติดอยู่ที่เข็มขัดก็ตาม
"ผู้คนมักจะคิดว่าเราเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ พวกเขาจะถามว่า "กวางอยู่ไหนเหรอ?" แต่พอได้ยินจำนวนเงินค่าปรับ และรับรู้ว่าต้องไปขึ้นศาลเพราะเรื่องนี้แล้ว พวกเขาก็หยุดหัวเราะเยาะทันที" ทิโมธี แมคนิกา ตำรวจหนุ่มวัย 24 ปีกล่าว
นายตำรวจแมคนิกาเกิดที่เมืองบัฟฟาโล ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐนิวยอร์ก เขาทำงานอยู่ในมหานครนิวยอร์กมานานราว 1 ปีครึ่ง ในสำนักงานซึ่งน้อยคนนักจะรู้จัก ทั้งที่แท้จริงแล้วก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ.2423 แล้ว และมีตำรวจกระจายตัวอยู่ทั่วรัฐราว 300 คน โดยตำรวจสีเขียวเหล่านี้รับผิดชอบการล่าตัวผู้กระทำผิดข้อบังคับทั่วรัฐ และมีอยู่ราว 20 คนเท่านั้นที่ประจำอยู่ในมหานครนิวยอร์กซิตี้ ป่าคอนกรีตแห่งใหญ่ของโลก
ท่ามกลางแสงสว่างและตึกสูงเสียดฟ้า พวกเขาตามรอยผู้ปล่อยมลพิษ และทุกอย่างที่ผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อม
ตามปกติตำรวจสีเขียวจะจับคนทำร้ายโลกใบนี้ได้ราวเดือนละ 300 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีชาวอเมริกันเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมกันเป็นจำนวนมากขึ้นก็ตาม
เบรนท์ วิลสัน ตำรวจหนุ่มเพื่อนร่วมงานของแมคนิกา ถือเครื่องตรวจวัดเดินออกจากรถยนต์สายตรวจ แล้วนำไปติดไว้ที่ท่อไอเสียของรถบรรทุกคันที่ถูกเรียกให้จอด ภายในเวลาไม่กี่วินาที เขาก็ตัดสินใจว่า รถยนต์ที่ออกเมื่อปี 2529 คันนี้ปล่อยควันพิษมากกว่าปริมาณที่กฎหมายกำหนดไว้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์
เขาเขียนใบสั่งที่ระบุค่าปรับ 700 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 24,500 บาท) ซึ่งผู้กระทำผิดมีอยู่ 2 ทางเลือก คือ ทางแรกค่าปรับนี้จะสามารถลดลงได้หากนำรถคันนี้ไปปรับปรุงให้การปล่อยควันพิษอยู่ในระดับมาตรฐานภายใน 30 วัน แต่หากไม่ทำอะไร ค่าปรับจะเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัวเป็น 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 45,500 บาท)
จากนั้น นายตำรวจสีเขียวสองคนก็ทิ้งคนขับรถที่หัวเสียเอาไว้ แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังย่านไชนาทาวน์ ที่ซึ่งมีการผจญภัยใหม่ และเป็นหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่เป็นประจำทุกวันรออยู่ นั่นคือ การตรวจตลาดปลา
"เราตรวจสอบขนาดของปลาเพื่อปกป้องสายพันธุ์ปลา และแหล่งที่มาของสัตว์น้ำประเทศกุ้ง ปู หอย เพราะมีกฎข้อบังคับอยู่จำนวนมากที่ควบคุมเรื่องนี้อยู่ และสหรัฐไม่อนุญาตให้จับหอยตลับจากแหล่งน้ำบางแห่งที่ห้ามไว้" แมคนิกาอธิบายให้ฟังระหว่างที่พวกเขามุ่งไปยังตรอกแคบๆ ในไชนาทาวน์ที่มุ่งหน้าไปยังถนนมอทท์ที่มีแต่คนพูดภาษาจีนเพื่อไปตรวจที่แผงขายปลาเล็กๆแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งใกล้กับถังใส่กบเป็นๆ มีหอยตลับวางขายอยู่
"ป้ายบอกแหล่งที่มาอยู่ไหน" ตำรวจถามเจ้าของร้านขายปลาที่บอกว่าตัวเองไม่พูดภาษาอังกฤษ และมีท่าทีโกรธเกรี้ยวระหว่างโทรหาใครสักคนเพื่อเป็นล่ามแปลให้ฟัง ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกตำรวจแจกใบสั่งให้อีกคน โดยเขาถูกปรับ 500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17,500 บาท) จากการไม่ติดป้ายสินค้าให้เหมาะสม และมีกำหนดจะต้องขึ้นศาลในวันที่ 30 กรกฏาคมนี้
จากนั้นแมคนิกาก็มุ่งหน้าต่อไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งที่ภายในร้านเปิดเพลงป๊อปจีนดังสนั่น และชั้นวางของก็เต็มไปด้วยถุงถั่วเขียวยักษ์ และตีนจระเข้
"ผู้คนเริ่มรู้กันมากขึ้น อย่างในไชนาทาวน์นี่ พวกเขารู้จักเรา" แมคนิกากล่าว ก่อนจะเสริมว่าในวันรุ่งขึ้นเขาจะไปตลาดปลาฟุลตันในย่านบรองซ์ แต่ในคราวนี้จะมีกำลังเสริมไปด้วยราว 15-20 คน แต่ถึงกระนั้นแมคนิกายังมองว่าตำรวจจำนวนแค่นี้ยังไม่เพียงพออยู่ดี
"เศรษฐกิจตกต่ำส่งผลกระทบต่อพวกเราเช่นกัน เราได้ยินว่าจะไม่มีการจ้างเจ้าหน้าที่ใหม่จนกว่าจะถึงปี 2554 แถมยังมีข่าวลือด้วยว่าจะมีเจ้าหน้าที่ถูกปลดออกจากงาน 8 คน" แมคนิกากล่าว



