
ทอท.ชงแผนเฟส3 ทุ่ม3.2หมื่นล้าน พัฒนาดอนเมือง
ทอท.ชงแผนเฟส3 ทุ่ม3.2หมื่นล้าน พัฒนาดอนเมือง
นายเพ็ชร ชั้นเจริญ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.(AOT) เปิดเผยว่า ทอท. อยู่ระหว่างศึกษาและจัดทำแผนพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองเฟสที่ 3 มูลค่า 32,000 ล้านบาท เพื่อขยายศักยภาพการรองรับผู้โดยสารจาก 30 ล้านคนต่อปี เป็น 40 ล้านคนต่อปี
แผนการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองเฟส 3 จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือการพัฒนาเขตการบิน (Airside) เช่น การก่อสร้างหลุมจอด 12 หลุมทางทิศเหนือ ทางขับ 2 จุด ปรับปรุงหลุมจอดให้เหมาะสมกับสายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airline) และการพัฒนาพื้นที่นอกเขตการบิน (Landside) เช่น การก่อสร้างอาคารรองรับผู้โดยสารพิเศษ อาคารสำนักงานท่าอากาศยานดอนเมือง อาคารจอดรถพนักงาน อาคารเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีแดงและท่าอากาศยานดอนเมือง (Junction Building) ปรับปรุงอาการในประเทศเดิม เป็นต้น
ส่วนที่ 2 คือการติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automated People Mover: APM) ซึ่งแยกออกมาดำเนินการต่างหาก เพราะต้องการแก้ปัญหาจราจรติดขัดซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของท่าอากาศยานดอนเมือง โดยเบื้องต้นระบบ APM ออกแบบให้มีทั้งหมด 5 สถานีและเชื่อมต่อตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้ของท่าอากาศยาน
“ตั้งเป้าหมายจะเสนอโครงการเฟส 3 ทั้งหมดเข้าบอร์ด ทอท. ในเดือน พ.ย. จากนั้นจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายใน 6 เดือนและเริ่มเปิดประมูลได้ในปี 2562 แล้วเสร็จในปี 2565 โดยระหว่างเดือน มิ.ย.-ส.ค. นี้ จะเริ่มทุบอาคารเก่าในสนามบินดอนเมือง 11 แห่งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการพัฒนา” นายเพชร กล่าว
สำหรับการก่อสร้างอาคารเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีแดงและท่าอากาศยานดอนเมือง (Junction Building) ในแผนพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองเฟสที่ 3 นั้น เบื้องต้นประเมินว่าจะมีพื้นที่ประมาณ 100,000 ตารางเมตรและสามารถจัดสรรเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรมในท่าอากาศยาน ห้างสรรพสินค้าขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่การบินของท่าอากาศยานดอนเมืองจาก 40% ในปัจจุบัน
ทอท. ตั้งเป้าหมายให้ท่าอากาศยานดอนเมืองมีรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่การบินเพิ่มเป็น 50% ในอนาคต เพราะท่าอากาศยานดอนเมืองไม่สามารถขยายธุรกิจการบินได้มากนัก เพราะข้อจำกัดด้านพื้นที่ และถ้า ทอท. ใช้วิธีปรับขึ้นค่าบริการก็จะทำให้สายการบินและผู้โดยสารได้รับความเดือดร้อน ดังนั้นจึงต้องหาทางเพิ่มรายได้ด้วยวิธีอื่นแทน
“ยังพิจารณาอยู่ว่าใครควรเข้ามาบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพราะในเชิงการบริหาร ถ้า ทอท. จะทำเองก็ทำได้อยู่ แต่เราก็กำลังศึกษาการให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการซึ่งก็อาจจะเหมาะสมมากกว่า ส่วนรายได้เชิงพาณิชย์ถึง 50% ตามเป้าหมายหรือเปล่าก็ต้องมาดูอีกทีว่า สุดท้ายจะจัดสรรพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้เท่าไหร่และจะใส่ธุรกิจอะไรลงไปได้บ้าง” นายเพ็ชร กล่าว
ด้านบล.ทรีนีตี้ระบุว่าการขยายตัวของทั้งจำนวนผู้โดยสาร และการเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำยังคงแข็งแกร่ง พร้อมแผนการขยายท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ในไตรมาส 2 ปี 2560 (ม.ค.-มี.ค. 60) มีรายได้รวมอยู่ที่ 14,665 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%จากงวดเดียวกันปีก่อน ขณะที่ มีกำไรสุทธิ 6,470 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากงวดเดียวกันปีก่อน โดยภาพรวมผลการดำเนินงานนั้น ยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องจากปัจจัยหนุน เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารในช่วงม.ค.-มี.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อนมาอยู่ที่ 34.9 ล้านคน จำนวนเที่ยวบินขยายตัว 7% จากปีก่อน และรายได้ค่าบริการตรวจสอบผู้โดยสารล่วงหน้า และส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น 8%จากปีก่อน จากอัตราส่วนแบ่งรายได้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามสัญญา และตามผู้ใช้บริการในท่าอากาศยาน
ประเด็นค่าตอบแทนการใช้พื้นที่ราชพัสดุบนสนามบินสุวรรณภูมิ ยังคงอยู่ระหว่างเจรจา ซึ่งหลังจากคณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้บริษัทชำระเงินค่าตอบแทนจำนวน 1,264 ล้านบาท
สำหรับการใช้ประโยชน์ของสนามบินดอนเมือง และสนามบินภูมิภาค ซึ่งประกอบด้วย ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ในอัตราใหม่ภายหลังการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ นับตั้งแต่งวดปี 2550-2559 ตามวิธีส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้รวมอยู่ในประมาณการแล้ว
ขณะที่ค่าตอบแทนการใช้พื้นที่ราชพัสดุสำหรับท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานภูมิภาคนับตั้งแต่ปี 2560 และค่าตอบแทนการใช้พื้นที่ราชพัสดุสำหรับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งก่อนและหลังปี 2560 ยังคงอยู่ว่าระหว่างเจรจา ยังไม่ได้ข้อสรุป



