
ฟัง 3 หญิงชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่เปลี่ยนแล้วดียังไง
ใช้หลักบริหารเงินส่วนบุคคลควบการทำเกษตรยั่งยืน
ฝึกให้สตรีชาวไร่อ้อยจดบันทึกการเงิน
"เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย" เป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพราะเป็นทั้งผู้ที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายที่ไทยส่งออกมากเป็นอันดับ 2 ของโลก และผู้ควบคุมค่าใช้จ่าย ดูแลครอบครัว แต่ปัจจุบันพวกเขายังมีปัญหาในการประกอบอาชีพและความเป็นอยู่ ซึ่งจากการประเมินความต้องการของเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยกลุ่มหนึ่งในอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี พบว่าพวกเขาต้องการความรู้และทักษะการบริหารการเงินส่วนบุคคล และการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน และนี่จึงเป็นที่มาของ “โครงการธุรกิจยั่งยืนกับโคคา-โคลา เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย” อันเกิดจากความร่วมมือระหว่างกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย กลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง และสถาบันคีนันแห่งเอเซีย โดยการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารการเงินส่วนบุคคล และการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ที่ออกแบบจากความต้องการของชาวเกษตรกร ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ในพื้นที่ ซึ่งภายหลังจากที่ดำเนินโครงการนำร่องในเดือนสิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ปรากฎว่ามีการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกที่เริ่มขึ้นกับสามเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่จากอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มุ่งมั่นปฏิวัติวิถีการทำเกษตรกรรมแบบเดิมๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ทั้งยังสามารถเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรคนอื่นๆ เห็นว่าชีวิตดีขึ้นได้ไม่ยาก เพียงแค่มีความตั้งใจและลงมือทำ
"จี๊ด" รจนา บุญเพชร
"จี๊ด" รจนา บุญเพชร เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยที่ยึดมั่นในคติ “หาทางเลือก เพื่อทางรอด” เล่าว่า จากเมื่อก่อนขายอ้อยได้เท่าไร ก็นำมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายโดยไม่มีการวางแผน ปัจจุบันหันมาจดบันทึกค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน ทำให้รู้ว่าค่าใช้จ่ายส่วนไหนไม่จำเป็น ใช้เงินเป็นระบบ จัดสรรเงินทุน และออมเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่ขายอ้อยและใช้เงินที่ได้มาไปวันๆ นอกจากนี้ จี๊ดยังนำเทคนิคการทำเกษตรที่ได้อบรมจากโครงการฯ แบ่งปันจากเพื่อนๆ รวมไปถึงการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมบนสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น การปรับหน้าดิน และเทคนิคการใช้น้ำหยดกับแปลงเกษตร ทำให้ได้มาซึ่งผลผลิตที่มีคุณภาพและราคาดียิ่งขึ้น แก้ปัญหาในอดีตที่ต้องเหนื่อยและลงแรงไปเยอะ แต่ได้ผลผลิตไม่คุ้มค่า สิ่งเหล่านี้คือทางเลือกที่ช่วยให้จี๊ดมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืน
"แหม่ม" ณัฐวรรณ ทองเกล็ด
อดีตสาวแบงค์ที่ตัดสินใจกลับไปทำกิจการไร่อ้อยของครอบครัว เข้าใจถึงการแบกรับต้นทุนการทำเกษตรที่สูงเกินความจำเป็นจากการจ้างแรงงานคนและความเสียหายจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว "แหม่ม" ณัฐวรรณ ทองเกล็ด เผยว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการฯ และเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการจดบันทึกรายรับรายจ่าย ทำให้มองเห็นภาพรวมการบริหารจัดการด้านการเงินและการเกษตรมากขึ้น จนเข้าใจแล้วว่าการลงทุนทำเกษตรของตัวเองนั้นหมดไปกับค่าแรงงานคนมากเกินไป หากปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรจะสามารถแบ่งเบาและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ในระยะยาว นอกจากนั้นเธอยังตระหนักได้ว่า ปัญหาทุกอย่างเกิดจากความไม่รู้จักพอ สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่หากสามารถปรับลดความต้องการให้พอดี ชีวิตก็จะลงตัวและสมดุล
"เนะ" รจนา สอนชา
"เนะ" รจนา สอนชา เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยผู้มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรด้วยกัน กล่าวว่า ตัวเองอยากพิสูจน์ให้เกษตรกรคนอื่นเห็นว่า ถ้าเธอสามารถบริหารจัดการการเงินและทำการเกษตรยั่งยืนได้สำเร็จ ทุกคนก็ย่อมทำได้ หากเราไม่ร่วมมือกันเปลี่ยนแปลง ความยั่งยืนที่ทุกคนต้องการก็จะไม่เกิดขึ้น จากการเริ่มต้นจดบันทึกการเงิน รวมไปถึงการนำความรู้ด้านการเกษตรยั่งยืน ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการฯ มาใช้ ทำให้เนะสามารถพัฒนาธนาคารปุ๋ย บริหารจัดการเงิน และทำเกษตรผสมผสาน เช่น มะเขือเทศราชินี ข้าวโพดเทียน เพื่อรายได้เสริมอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น เนะ หรือ หมอดิน ที่เพื่อนเกษตรกรด้วยกันเรียกเพราะเชี่ยวชาญในเรื่องดิน ยังถ่ายทอดความรู้ที่มี และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรด้วยกันในการบริหารจัดการชีวิต
"เกมเศรษฐี” หนึ่งกิจกรรมในการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารการเงินช่วยเข้าใจง่าย
แม้จะมีองค์ความรู้หรือความช่วยเหลือจากโครงการฯ แต่หากเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่เหล่านี้ ไม่มีความเชื่อและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น ปัญหาต่างๆย่อมไม่ถูกแก้ไข แม้การเปลี่ยนแปลงอาจไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น หากเพียงมีความคิดที่จะเริ่ม และลงมือทำ ย่อมนำไปสู่ผลลัพธ์ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่นเดียวกับจี๊ด แหม่ม และ เนะ ที่กำลังเดินหน้าสู่เส้นทางชีวิตของเกษตรกรที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน



