
สงสัย !! จับผิดตัว ร้องยธ.ช่วย
"สุวพันธุ์" ส่งคุ้มครองสิทธิจ่ายเยียวยา "แพะซ้อนแพะ" ติดคุกฟรี 2 คดี แนะปชช.ไม่ได้รับความเป็นธรรมในชั้นสอบสวนร้องขอความช่วยเหลือที่ยุติธรรมจังหวัดทั่วประเทศ
29 พ.ค.60 - นายวรวิทย์ หรือ วา สินทองน้อย "แพะซ้อนแพะ" แพะที่ถูกคุมขังในคดีฆ่าผู้อื่นฯ และคดีใช้โทรศัพท์มือถือสั่งซื้อยาเสพติดจากในเรือนจำ พร้อมกับแพะในคดีอาญาหลายราย เข้าพบนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมกรมสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อขอบคุณที่ให้ความช่วยเหลือด้านคดี จนได้รับความเป็นธรรมและถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ ทั้งนี้หลังศาลพิพากษายกฟ้องและได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ นายสุวพันธุ์ได้มอบให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเยียวยาความเสียหายจากการติดคุกโดยไม่ได้กระทำความผิด พร้อมกันนี้ยังได้แนะนำประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในชั้นสอบสวน ให้เข้าร้องขอความช่วยเหลือที่ยุติธรรมจังหวัดทั่วประเทศ
ขณะที่ น.ส.ดารีวรรณ พ่อวงค์ ช่างเสริมสวย ชาวนครพนม นำหลักฐานมายื่นขอให้กระทรวงยุติธรรมช่วยเหลือด้านคดีและช่วยเหลือประกันตัวนายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ สามี ซึ่งขณะนี้ถูกขังอยู่เรือนจำพิเศษธนบุรี ระหว่างการพิจารณาคดีในข้อหาร่วมกันวิ่งราวทรัพย์และหน่วงเหนี่ยวกักขัง ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด โดยก่อนหน้านี้เคยยื่นประกันหลายครั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง เนื่องจากมูลค่าความเสียหายสูงถึง 15 ล้านบาท
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.59 นายพิสิษฐ์อยู่ที่ จ.นครพนม และมีอาการปวดท้องจึงไปหาหมอที่คลินิก ต่อมาตำรวจได้มาเชิญตัวไปที่สน.และแจ้งข้อหาร่วมกับพวกวิ่งราวทรัพย์เป็นเพชรหลายชิ้น มูลค่ารวม 15.8 ล้านบาท โดยผู้เสียหายซึ่งคาดว่าเป็นเจ้าของร้านเพชรที่กรุงเทพฯ ได้ชี้ตัวยืนยัน ขณะที่สามีตนได้แก้ข้อกล่าวหาโดยนำแพทย์และใบรับรองแพทย์ไปยื่นเป็นหลักฐานว่าวันเกิดเหตุอยู่ที่ จ.นครพนม อีกทั้งไม่เคยเดินทางมากรุงเทพฯ และไม่รู้จักผู้เสียหายมาก่อน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับฟังและส่งสำนวนให้อัยการฟ้องศาล เบื้องต้นเชื่อว่าสาเหตุที่สามีของตนถูกจับกุมเป็นเพราะมีชื่อสกุลซ้ำกับคนร้ายตัวจริง โดยนายพิสิษฐ์ถูกคุมขังมาแล้วกว่า 3 เดือน นอกจากนี้ยังพบข้อมูลว่าเจ้าของเพชรผู้เสียหายในคดีนี้เคยแจ้งความดำเนินคดีกับผู้อื่นในคดีเดียวกับสามีของตน โดยคดีดังกล่าวศาลพิพากษายกฟ้อง
ด้านพ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า สำหรับคดีที่ร้องขอความเป็นธรรมว่าตำรวจอาจจับผู้ต้องหาผิดตัวในคดีวิ่งราวเพชร 15.8 ล้านบาทนั้น มีประเด็นที่เป็นข้อสงสัยว่า ผู้ต้องหาอาจมีชื่อสกุลซ้ำกันในทางทะเบียน นอกจากนี้จำเลยในคดียังมีหลักฐานยืนยันว่าในวันเกิดเหตุ ก่อนที่จะมีการวิ่งราวเพชร 1 ช.ม. จำเลยได้เข้ารับการรักษาพยาบาลในคลินิกแห่งหนึ่งใน จ.นครพนม จึงเป็นข้อพินุธว่าไม่สามารถเข้ามาก่อเหตุวิ่งราวเพชรในกรุงเทพฯได้ ทั้งนี้ภรรยาของจำเลยยังได้นำภาพถ่ายยืนยันว่าสามีถูกทำร้ายร่างกายขณะถูกนำตัวไปสอบสวนในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ดังนั้นตนจะมอบให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอตรวจสอบประวัติการตรวจร่างกายขณะรับตัวจำเลยไปยังเรือนจำพิเศษธนบุรี พร้อมลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานทั้งหมด รวมถึงประเด็นที่พบว่าเจ้าของเพชรรายนี้เคยแจ้งความดำเนินคดีกับผู้อื่นในข้อหาเดียวกันนี้ด้วย.



