
"บิ๊กตั้น"ลังเลเก้าอี้ พ่อบ้านเทควันโด งานการเมืองชุก
"บิ๊กตั้น" ณัฎฐพล ทีปสุวรรณ ลังเลรับเก้าอี้พ่อบ้านเทควันโด เนื่องจากได้รับเป็น ส.ส.เขต 10 บางบอน จนงานด้านการเมืองรัดตัวไม่มีเวลา หากมีคนอื่นที่เหมาะสมพร้อมเปิดทางให้ เผยทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ "บิ๊กเอ" นายพิมล ศรีวิกรม์ นายกสมาคมสมัย 2 ว่า
หลังจากสมาชิกสโมสรทั้ง 87 คน ให้ความไว้วางใจ "บิ๊กเอ" นายพิมล ศรีวิกรม์ นั่งเก้าอี้นายกสมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทยเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน พร้อมเดินหน้าแนวทางนโยบายต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยเฉพาะโครงการสานฝันพานักเทควันโดไทยคว้าเหรียญทองกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปี 2012 ให้สำเร็จ ขณะที่ในส่วนของคณะกรรมการบริหารสมาคมเวลานี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่า ใครจะมานั่งเก้าอี้อะไรบ้าง เพราะต้องดูความเหมาะแต่ละคนอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะในตำแหน่งเลขาธิการสมาคม จากเดิมเป็น "บิ๊กตั้น" นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ แต่เนื่องจากเพิ่งได้รับเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 10 บางบอน ทำให้งานการเมืองรัดตัว จนแทบไม่มีเวลาทำงาน
ล่าสุด นายณัฎฐพล เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้ทุ่มเทตั้งใจทำงานให้สมาคมอย่างเต็มที่ แม้ว่าเวลานี้จะเป็น ส.ส.มีตำแหน่งทางการเมืองให้แก่พรรคประชาธิปัตย์อยู่มากก็ตาม แต่ก็ยังหาเวลาปลีกตัวมาช่วยงานอย่างสม่ำเสมอ ที่ผ่านมายอมรับว่า งานการเมืองนั้นมีมากมาย โดยเฉพาะต้องลงพื้นที่พบปะประชาชนเพื่อทราบถึงปัญหาต่างๆ ที่จะหาหนทางแก้ไขให้ถูกวิถีได้ ส่งผลให้ไม่ค่อยมีเวลามาบริหารงานสมาคเทควันโดเท่าไหร่นัก ทำให้ตนมีความลังเล 50-50 เปอร์เซ็นต์ ที่จะรับเก้าอี้ตัวนี้ต่อไปอีกครั้ง เพราะหากไม่มีเวลาก็ควรเปิดโอกาสให้คนอื่นที่เหมาะสมมาทำงานแทนจะดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ต้องรอปรึกษากับนายพิมลด้วยว่า จะเห็นสมควรหรือไม่ เพราะงานบริหารจัดการในสมาคมนั้นมีมากมาย ยิ่งเราได้รับเงินอุดหนุนจาก 2 สปอนเซอร์รายใหญ่ คือ ธ.อาคารสงเคราะห์ปีละ 17 ล้านบาท และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ปีละ 5 ล้านบาท การใช้เงินทุกบาททุกสตางค์จะต้องโปร่งใส ชัดเจน สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้ ที่ผ่านมาตนกับนายกสมาคมทำงานร่วมกันไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเป็นคนอื่นต้องระมัดระวังในเรื่องความซื่อสัตย์ เพราะงบประมาณจำนวนมากอาจล่อตาล่อใจใครก็ได้
อดีตพ่อบ้านสมาคมเทควันโดกล่าวอีกว่า หากไม่ได้มาเป็นเลขาธิการสมาคมเทควันโด คงจะทุ่มเททำงานให้แก่การเมืองอย่างเต็มที่ แต่ถ้านายพิมลยังให้มาทำงานต่อ คงจะต้องแบ่งเวลาตามความเหมาะสม เพราะงานด้านกีฬาเป็นการเอ็นเตอร์เทนต์อย่างหนึ่ง เพื่อสร้างความสุขให้แก่คนไทยทั้งชาติ แต่งานด้านการเมืองเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่สังคมประชาชน และยิ่งตนได้รับความไว้วางใจจากสังคมทั้ง 2 อย่างนี้ จะต้องทุ่มเทตั้งใจทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อให้สมกับความไว้วางใจที่ได้รับเข้ามาทำงาน



