ข่าว

งัดกลุยทธ์เลือก อบต.ภาคเหนือ ข้าวสาร-บัตรเติมเงินว่อน

งัดกลุยทธ์เลือก อบต.ภาคเหนือ ข้าวสาร-บัตรเติมเงินว่อน

11 ก.ย. 2552

เลือกตั้งนายกและสมาชิกอบต. 2,939 แห่งทั่วประเทศ เมื่อ 6 กันยายน ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยกลโกงทั้งแบบเดิมๆ และประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ ล่าสุดพบมีการใช้ "ข้าวสาร" แทนเงินสดซื้อเสียงในหลายจังหวัดภาคเหนือ

  การซื้อเสียงด้วยข้าวสารถูกคิดค้นขึ้นในช่วงการเลือกตั้งท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ข้าวของเครื่องใช้ทั้งอุปโภคบริโภคมีราคาแพงสวนทางกับรายได้ของชาวบ้าน ข้าวสารซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในทุกครัวเรือน จึงถูกเลือกใช้ในการซื้อเสียง

 นายตระการ คุณาวุฒิ เครือข่ายมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) จ.พิจิตร แฉวิธีเสกข้าวสารเป็นคะแนนเสียงว่าไม่มีการเดินแจกจ่ายกันตามท้องถนนหรือแจกกันถึงบ้านเหมือนที่ผ่านๆ มา เพราะทีมงานผู้สมัครรู้ดีว่าถูกจับจ้องจากกกต.และคู่แข่งทางการเมือง แต่การแจกข้าวสารจะใช้วิธีการเฉพาะที่ไม่ซับซ้อน แต่เป็นระบบยากต่อการตรวจสอบ 

 ข้าวสารเหล่านี้จะถูกเก็บในร้านค้า หรือโกดังโรงสีตามปกติ เมื่อถึงเวลาชาวบ้านจะถือบัตรประชาชนไปแจ้งชื่อ เมื่อร้านค้าหรือโรงสีตรวจสอบตรงตามบัญชีแล้วก็จะแจกข้าวสารตามโควตาเฉลี่ยคนละ 8-10 ลิตร

 โดยที่ร้านค้าจะลงบัญชีจำหน่ายตามปกติก่อนจะรับเงินค่าซื้อขายข้าวสารพร้อมคอมมิชชั่นจากผู้สมัคร วิธีนี้ถือว่าได้ประโยชน์ทุกฝ่าย ชาวบ้านได้ข้าวสาร หัวคะแนนได้เงินเพราะเป็นเจ้าของร้านขายข้าวหรือโรงสี ส่วนผู้สมัครได้คะแนนเสียง     
 
 นอกจากข้าวสารแล้วสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นอื่นๆ ทั้ง กะปิ น้ำปลา ผงซักฟอก ยาสีฟัน สบู่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยังขายดิบขายดีในเทศกาลเลือกตั้งอบต. เพราะชาวบ้านจะได้สิทธิพิเศษเลือกซื้อตามโชห่วยประจำหมู่บ้านในวงเงิน 100 -300 บาท โดยจะมีทีมงานผู้สมัครรับหน้าที่ตามจ่ายภายหลัง

 รวมไปถึง "บัตรเติมเงิน" ที่เริ่มใช้เป็นคูปองแทนเงินสด แพร่หลายมากขึ้น เพราะกำหนดราคาได้ไม่ยุ่งยากซับซ้อน

 อย่างไรก็ดี แม้จะมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการซื้อเสียง สุดท้ายแล้ว "เงินสด" ก็ยังเป็นของตาย เพราะเงินมีคุณสมบัติพิเศษที่เมื่อตกไปที่ใครจะใช้ไปทำอะไรก็ได้

 เลือก อบต.ครั้งนี้จึงยังมีการจ่ายเงินซื้อเสียงเช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา เพียงแต่ปรับรูปแบบการจ่ายเล็กน้อย โดยเลือกเวลาในช่วงเช้าก่อนเคารพธงชาติหรือก่อนเจ้าหน้าที่ออกมาทำงาน ตระเวนเคาะประตูบ้านแจกหัวละ 100-200 บาท หรือเหมาจ่ายแบบยกทีมทั้งนายก-สมาชิก อบต. 500 บาท        

 แหล่งข่าวฝ่ายปกครองในภาคเหนือตอนบน ระบุว่า เลือกตั้งอบต.ที่ผ่านมา จ.เชียงราย เชียงใหม่ และอีกหลายจังหวัดใกล้เคียงยังคงซื้อเสียงด้วยการจ่ายเงินในราคาหัวละ 200-300 บาท โดยทีมงานผู้สมัครจะตรวจนับบัญชีสมาชิกในแต่ละครอบครัว

 ส่วนการเติมเงินโทรศัพท์ก็ยังแพร่หลายในพื้นที่ เพียงแต่ไม่มีการแจกบัตรเติมเงินทิ้งไว้เป็นหลักฐาน แต่ใช้วิธีจดหมายเลขโทรศัพท์ของชาวบ้าน ก่อนจะเติมเงินผ่านระบบออนไลน์ รวดเร็ว ไร้หลักฐาน โดยสนนราคาเติมเงินไม่ต่างจากใช้เงินซื้อเสียง คือ 200-300 บาท

  ภาวะการแข่งขันในการเมืองท้องถิ่นที่มีสูงมากขึ้น ส่งผลให้การทุจริตและการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว การปรับเปลี่ยนรูปแบบในการซื้อเสียงให้แยบยลยิ่งขึ้น

 กระนั้นความล้มเหลวในระบบเลือกตั้งไม่ได้เกิดจากการซื้อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่การตรวจสอบการเลือกตั้งยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยปราศจากความโปร่งใส สภาพการณ์ที่เกิดขึ้น  

 ผศ.ดร.สิริวันทน์ ชัยญานะ อดีตประธานกรรมการเครือข่ายประชาชนเพื่อการเลือกตั้ง จ.เชียงใหม่ มองว่า  ระบบการเลือกตั้งไม่อยู่ในกรอบของประชาธิปไตย มีการกระทำทุจริตกันอย่างแพร่หลาย แต่การตรวจสอบกลับไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เพราะองค์กรอิสระมีความใกล้ชิดกับผู้สมัคร หรือกกต.มากเกินไป และนั่นเป็นสาเหตุให้เขาตัดสินใจวางมือจากงานตรวจสอบการเลือกตั้ง เพราะรู้ดีว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์ ตราบที่ประชาชนคนไทยยังไม่รู้เท่าทันความคิดของ "นักเลือกตั้ง"

 เลือกตั้งอบต.ครั้งนี้ ไม่ว่านายกหรือสมาชิกอบต.ที่ได้รับเลือกเข้าบริหารท้องถิ่น จะได้ชัยชนะด้วยวิธีใดก็ตามแต่หากจะยึดถึงประโยชน์ส่วนรวมของชุมชนเป็นแนวทางในการบริหารต่อไป หลังจากนี้จะเป็นการตอบแทนบุญคุณชาวบ้านเจ้าของคะแนนเสียงได้เป็นอย่างดี แต่หากมุ่งเข้าไปถอนทุนคืนเพียงอย่างเดียวก็คงต้องระวังให้มากขึ้นเพราะการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป 

"ศูนย์ข่าวภาคเหนือ"