
"นักวิชาการสื่อฯ" หนุน "กสท." สั่งปรับรายการใบ้หวย
นักวิชาการสื่อ เห็นด้วย กสท. สั่งปรับรายการใบ้หวย แนะเพิ่มบทบาทสร้างเสริม-แจงแนวทางผลิตสื่อฯ ที่ตอบโจทย์สังคม-ธุรกิจ เตือน กสทช. อย่าใช้ดุลยพินิจเหมารวมคุมสื่อ
26 พ.ค. 60 - นายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นที่ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีคำสั่งปรับเงิน จำนวน 5 หมื่นบาท กับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ระบบดิจิตอล จำนวน 3 ราย เนื่องจากปล่อยให้มีการรายงานผ่านรายการของสถานี ที่เนื้อหาขัดต่อมาตรา 37 ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กสท. พ.ศ. 2551 เกี่ยวกับข้อห้ามของการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาที่กระทบศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมถึงการกระทำที่เข้าข่ายลามกอานาจาร ซึ่งมีผลกระทบต่อความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ว่า ต้องยอมรับว่ารายการที่มีเนื้อหาเข้าข่ายสร้างความงมงาม เช่น ใบ้หวย หรือ การกระทำ หรือภาพ ลามก อานาจาร ในสถานนีโทรทัศน์ของประเทศไทยมีมานานแล้ว และสิ่งที่ กสท. ดำเนินการล่าสุด ยังถือว่ามีความล่าช้า แต่ในประเด็นของการทำงาน กสท.ด้านการกำกับหรือด้านการป้องปราบรายการที่มีเนื้อหาสุ่มเสี่ยงและมีปัญหานั้น ควรดำเนินควบคู่ไปกับการชี้แจงแนวทางการผลิตรายการ หรือการทำเนื้อหาที่เป็นประโยชน์กับสังคม ขณะเดียวกันผู้ประกอบกิจการสามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจ ได้ด้วย
"ผมมองว่า กสท.ยังมีปัญหาด้านการส่งเสริม และการสร้างความเข้าใจ ดังนั้นควรใช้กองทุนที่มี มาสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของการสร้างคอนเท้นต์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ธุรกิจ และเพิ่มเริตติ้งได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสังคม โดยที่ผ่านมายอมรับว่ารายการทีวีประเทศไทยนิยมผลิตรายการเกี่ยวกับความเชื่อ เพราะสามารถเรียกเรตติ้งและสร้างรายได้ให้กับธุรกิจได้ ขณะเดียวกันสื่อที่ผลิตรายการ หรือเนื้อหาสาระปัจจุบันต้องตระหนักการทำหน้าที่ของตนเองด้วยว่าไม่ควรนำเสนอเนื้อหาที่สุ่มเสี่ยง ความงมงามเพื่อหวังเรียกเรตติ้งเท่านั้น" นายมานะ กล่าว
นายมานะ กล่าวด้วยว่า สำหรับการบังคับใช้กฎหมาย กสท. ว่าด้วยข้อห้ามนำเสนอรายการที่มีผลกระทบตต่อสังคม ตามมาตรา 37 นั้นยังระบุถึงรายละเอียดรายการที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง สงบเรียบร้อยด้วย ดังนั้น กรณีมีคำสั่งปรับทางปกครอง อาจเป็นการส่งสัญญาณอย่างหนึ่ง ที่กสท.ต้องการเข้าควบคุมการนำเสนอเนื้อหาในรายการของสื่อมวลชน แต่ประเด็นของการใช้กฎหมายเพื่อกำกับคุณภาพหรือเนื้อหาของรายการนั้น ต้องแยกแยะด้วยว่าเป็นเนื้อหาที่เข้าข่ายข้อห้ามจริงหรือไม่ ไม่ใช่เข้าควบคุมความคิดเห็นทางการเมือง หรือ มุมมองเศรษฐกิจไปทั้งหมด โดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสท.) ต้องพิจารณารายละเอียดและแยกแยะให้เหมาะสม โดยไม่ใช้ดุลยพินิจแบบเหมารวมทั้งหมด.



