
ผบ.สส.เล็งร่วมความเห็นครอบคลุมเสนอ"บิ๊กป้อม"
เล็งร่วมความเห็นปรองดองครอบคลุมทุกประเด็นจัดรูปเล่มเตรียมเสนอ"บิ๊กป้อม"หวังคนในชาติรักกัน
25 พ.ค. 60 พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง (คณะอนุกรรมการชุดที่ 2 ) เปิดเผยถึงการประชุมคณะอนุกรรมการชุดที่ 2 ว่า มีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมกันพิจารณาร่างเอกสารความเห็นร่วม เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองที่ได้จัดทำขึ้น ให้เกิดความสมบูรณ์ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน ได้รับทราบและให้ความเห็นชอบ ก่อนส่งให้คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งพล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบกเป็นประธาน นำไปจัดทำเป็นร่างสัญญาประชาคมความเห็นร่วมเพื่อความสามัคคีปรองดองต่อไป
"ข้อมูลความคิดเห็นข้อเสนอแนะที่ได้รับจากคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานนั้น เป็นข้อมูลที่ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วม ในส่วนกลาง (กรุงเทพฯ) และส่วนภูมิภาค (ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัด) จำนวนกว่า 17,250 คน รวมทั้งศึกษาแนวทางการสร้างความสามัคคีปรองดองจากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ และรายงานวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า และคณะอื่นๆต่อไป" ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าว
พล.อ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ในการเสนอความเห็นนั้น แบ่งออกเป็น 10 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการเมือง ด้านความเหลื่อมล้ำ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการต่างประเทศ ด้านการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ด้านการปฏิรูปประเทศ และด้านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมีความครบถ้วน สมบูรณ์ และน่าเชื่อถือ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่
พล.อ.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้นำข้อมูลทั้งหมดมาบูรณาการ วิเคราะห์ และสังเคราะห์ เพื่อจัดทำร่างความเห็นร่วม รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมีคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน จำนวน 9 ท่าน ร่วมวิเคราะห์ด้วยกัน แล้วให้คำปรึกษาและข้อคิดเห็น นอกจากนี้ได้จัดแบ่งกลุ่มของความเห็นร่วมและข้อเสนอแนะออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 ประเด็นที่ คสช. และรัฐบาลได้ดำเนินการแล้ว กลุ่มที่ 2 ประเด็นที่รัฐบาลสามารถนำไปดำเนินงานได้ทันที กลุ่มที่ 3 ประเด็นที่สามารถนำไปดำเนินการได้แต่ผลสัมฤทธิ์จะต้องใช้เวลาในการดำเนินการ กลุ่มที่ 4 ประเด็นที่จะต้องไปสร้างความรับรู้และทำความเข้าใจกับประชาชนก่อนดำเนินการเพื่อไม่ให้นำไปสู่ความขัดแย้ง และกลุ่มที่ 5 ประเด็นที่จำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติม เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่อไป
พล.อ.สุรพงษ์ กล่าวว่า จากผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์ในการจัดกลุ่มดังกล่าว ทำให้ทราบว่า ความเห็นที่ประชาชน ส่วนใหญ่ต้องการให้แก้ไขนั้น กว่าร้อยละ 60 เป็นเรื่องที่ คสช. และรัฐบาล ได้ดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งบางส่วน ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว บางส่วนอยู่ในแผนงานที่จะดำเนินการต่อไป ขณะที่บางส่วนได้กำหนดไว้ในแผนงานของกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งจะได้สร้างการรับรู้ให้กับประชาชน และภาคส่วนต่างๆได้รับทราบอย่างทั่วถึงต่อไป อย่างไรก็ตามที่ประชุมที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 10 ด้าน และผู้แทนจากกระทรวง กรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ในการจัดทำร่างเอกสารความเห็นร่วมเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
"ขอบคุณคณะอนุกรรมการฯทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเท เสียสละ ร่วมกันทำงานอย่างหนักตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมา และมีความเชื่อมั่นว่า ผลการดำเนินการในครั้งนี้ จะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติตามเป้าหมายที่ คสช. และรัฐบาลกำหนดได้อย่างแท้จริง เนื่องจากการสร้างความสามัคคีปรองดองในครั้งนี้มีความแตกต่างจากครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา กล่าวคือ ทุกประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะจากเอกสารความเห็นร่วมนี้ จะเสนอให้คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองพิจารณาจัดทำเป็นร่างสัญญาประชาคมฯ และคณะกรรมการภายใต้ ป.ย.ป. ที่เกี่ยวข้อง (คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ) นำไปพิจารณาใช้ประโยชน์ในการกำหนดเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดความสามัคคีปรองดองของ คนในชาติ และสามารถพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป" พล.อ.สุรพงษ์ กล่าว.



