ข่าว

“มท.”ลุยจัดรับฟังความเห็นร่างพ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ตามรธน.ม.77

“มท.”ลุยจัดรับฟังความเห็นร่างพ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ตามรธน.ม.77

25 พ.ค. 2560

ลุยจัดรับฟังความเห็นร่างพ.ร.บ.อาวุธปืนฯตามรธน.ม.77ชงผ่า“คำสั่งคสช.87/57”แยกอำนาจ“นายกฯ รมว.มหาดไทย”

            25 พ.ค. 60 – ที่โรงแรมบางกอกพาเลซ กรุงเทพฯ สำนักการสอบสวนและนิติการ (สน.สก.) กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่เป็นหน่วยงานเกี่ยวข้องมีภารมีภารกิจเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงภายในประเทศ ได้จัดโครงการประชุมสัมมนาเป็นระยะเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 25-27 พ.ค.เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ  อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด  ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน  (ฉบับที่..) พ.ศ. ......  เพิ่มเติม โดยมีนายชำนาญวิทย์ เตรัตน์  รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมด้วยตัวแทนภาคประชาชน ผู้ประกอบกิจการร้านค้า ร้านค้าอาวุธปืน วัตถุระเบิด ผู้ประกอบการเหมืองแร่ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ข้าราชการกรมการปกครองในส่วนกลางและภูมิภาค  รวม 85 คน .ให้ความสนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนรับฟังการสัมมนา

“มท.”ลุยจัดรับฟังความเห็นร่างพ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ตามรธน.ม.77

( นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์  รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานเปิดโครงการสัมนา )

            โดยนายชำนาญวิทย์ กล่าวว่า  ในการกิจกรรมดังกล่าว ได้จัดขึ้นตามมาตรา 77 ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้าน เป็นระบบ รวมถึงเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็น และการวิเคราะห์ต่อประชาชน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว ก็จะประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยรับฟังความคิดเห็นประกอบด้วย  เป็นการพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป  สำหรับร่างพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ได้มีการยกร่างมาตั้งแต่ปี 2551 แต่เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 60 จึงต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ที่อยู่ในบังคับของกฎหมาย เพื่อวิเคราะห์ผลดีผลเสีย ที่จะทำให้กฎหมายมีสภาพบังคับใช้ได้อย่างแท้จริง ไม่มีการฝ่าฝืน

            “ปัจจุบันรัฐบาลได้เร่งรัดการดำเนินการการแก้ไขกฎหมาย ระเบียบที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน และการพัฒนาประเทศ ทางกระทรวงมหาดไทยก็ได้มีการเร่งรัด ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบที่อยู่ในความรับผิดชอบเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และเห็นว่าพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯได้ใช้บังคับมานาน บางมาตราไม่สอดคล้องกับวิวัฒนาการของสังคมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปัจจุบัน จึงสมควรปรับปรุงแก้ไข โดยเสนอร่างพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  ขณะนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาของ สนช. และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมาย ตามขั้นตอนของการพิจารณาร่างกฎหมาย” รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าว

“มท.”ลุยจัดรับฟังความเห็นร่างพ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ตามรธน.ม.77

( นายมนัส สุวรรณรินทร์ ผอ.ส่วนการรักษาความสงบเรียบร้อย 1 (สรร.1) )

            ด้านนายมนัส สุวรรณรินทร์ ผอ.ส่วนการรักษาความสงบเรียบร้อย 1 (สรร.1)  กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ประเด็นสำคัญในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ อยู่ที่มาตรา 6  ซึ่งพ.ร.บ.ฉบับที่บังคับใช้ในปัจจุบันตั้งแต่ปี 2490  บุคคลที่มีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียน เจ้าพนักงาน และเจ้าหน้าที่อื่น รวมถึงออกกฎกระทรวงคือ รมว.มหาดไทย แต่ถ้ามีความเกี่ยวข้องกับบางหน่วยงานเช่น ทหาร หรือหน่วยที่มีการยกเว้นตามพ.ร.บ. ก็ให้ขึ้นอยู่กับระเบียบภายใน โดยมีผู้ที่มาช่วยเป็นรมว.กลาโหม และรมว.คลังที่มีหน้าที่ดูแลการนำเข้าอาวุธปืน แต่ต่อมาได้มีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 87/2557 เพิ่มเติมผู้รักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  จึงเพิ่มนายกรัฐมนตรีเข้ามามีอำนาจรักษาการเช่นเดียวกับรมว.มหาดไทย ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

            “ในคำสั่ง คสช. ที่87/2557 ยังได้ระบุให้รมว.กลาโหม เข้ามาร่วมรักษาการ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงร่วมกับนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในเรื่องของการจำกัดชนิด หรือจำนวนอาวุธปืนของกระทรวงทบวงกรมอื่น นอกจากราชการทหาร ตำรวจ หรือหน่วยราชการที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย การวางระเบียบการทะเบียน การขอและออกใบอนุญาต ดังนั้นหากเกิดปัญหาข้อขัดข้องก็ต้องไปขอถึงนายกฯ หรือนายทหารอีก 3 – 4 คน เช่น การขอสั่งปืนเพื่อใช้ในการกีฬา หากไม่เข้าข่ายกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย ก็ต้องไปถึงระดับนายกฯเลย จึงทำให้เป็นปัญหาพอสมควร และด้วยเป็นคำสั่ง คสช. ทำให้ต้องเซฟตัวเอง ตรงนี้ทางคณะกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายในเรื่องนี้ของ สนช. จึงได้พิจารณาให้ควรมีการแก้ไข ให้แก้ไขปัญหา โดยขึ้นตรงกับผู้บังคับบัญชา นอกจากนี้ยังเห็นควรที่จะแยกอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน เพราะผู้รักษาการมี 2 คน ตามคำสั่งคสช. ทางกรรมาธิการแยกแยะแล้วมองว่า นายกรัฐมนตรีเป็นถึงผู้นำสูงสุดของรัฐบาล จึงควรมีหน้าที่หลักให้ควบคุม กำกับดูแลเพียงระดับนโยบาย แต่การดำเนินการในรายละเอียด ควรให้รมว.มหาดไทย เป็นผู้ดำเนินการอนุมัติ” ผอ.สรร.1 กล่าว.