ข่าว

"น็อต กราบรถ"ขอให้คดีเป็นอุธาหรณ์เตือนสติ

"น็อต กราบรถ"ขอให้คดีเป็นอุธาหรณ์เตือนสติ

24 พ.ค. 2560

ไกล่เกลี่ยสำเร็จรับผิดควักเงินสด 1.8 แสนชดใช้ “บอย” หลังต่อยดั้งจมูกหักฉุนขับรถเฉี่ยวมินิหรูขณะที่ศาลนัด "น็อต" ฟังคำพิพากษา 30 มิ.ย.นี้

          24 พ.ค. 60 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 ศาลนัดไกล่เกลี่ยค่าเสียหาย คดีหมายเลขดำ กล.142/2560 ที่พนักงานอัยการคดีอาญากรุงเทพใต้ 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอัครณัฐ หรือน็อต อริยฤทธิ์วิกุล อายุ 29 ปี อดีตพิธีกรดัง และนายวิทวัส ศรีบัณฑิตมงคล อายุ 29 ปี เพื่อนของนายอัครณัฐ เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดฯ โดยใช้กำลังประทุษร้ายจนต้องกระทำการนั้น มาตรา 309, หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นฯ มาตรา 310 และกระทำการอันเป็นการรังแก หรือข่มเหงผู้อื่นให้ได้รับความอับอายหรือความเดือดร้อนรำคาญ มาตรา 397 
          กรณีเมื่อวันที่ 4 พ.ย.59 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ดึงกระชากคอเสื้อของนายกิตติศักดิ์ หรือบอย สิงห์โต พนักงานคัดกรองเอกสาร สำนักงานสรรพากรพื้นที่ตลิ่งชัน ผู้เสียหายคู่กรณีขี่รถจักรยายนต์เฉี่ยวชน จากที่นั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ มาอีกฝั่งหนึ่งของถนนบริเวณปาก ซ.เจริญกรุง 44 แขวง-เขตบางรัก ที่มีรถยนต์ยี่ห้อ "มินิ" ของนายอัครณัฐ จำเลยที่ 1 จอดอยู่ แล้วใช้ฝ่ามือตบที่ใบหน้าของผู้เสียหาย 2 ครั้ง และต่อยที่บริเวณใบหน้าอีก 1 ครั้ง ทำให้กระดูกจมูกชิ้นใหญ่จำนวน 4 ชิ้นหัก และกระดูกจมูกชิ้นเล็กอีกจำนวนหลายชิ้นหัก รวมทั้งมีบาดแผลฟกช้ำบริเวณเบ้าตาทั้งสองข้าง และแก้มด้านซ้ายบวมซึ่งเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายให้กราบรถยนต์ของนายอัครณัฐ จนทำให้ผู้เสียหายต้องจำยอมกราบรถจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้สมัครใจ ซึ่งเป็นการรังแกหรือข่มเหงผู้เสียหายให้ได้รับความอับอาย โดยอัยการยื่นฟ้องไว้ต่อศาลเมื่อวันที่ 1 พ.ค.60 ที่ผ่านมา ขณะที่ทั้งสองได้รับการประกันตัวไป
          ในการนัดไกล่เกลี่ยนี้ ศาลแจ้งหมายให้จำเลย และนายกิตติศักดิ์ ผู้เสียหายมาศาลด้วย ซึ่งทำการเจรจาไกล่เกลี่ยค่าเสียหายทางแพ่งกันที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยชั้น 10 ทั้งนี้ สำหรับการไกล่เกลี่ยดังกล่าว ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมฟังแต่อย่างใด
          ทั้งนี้นายอัครณัฐ หรือน็อต เดินทางมาพร้อมกับครอบครัว ทักทายผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ซึ่งอดีตพิธีกรดัง เดินขึ้นไปยังศูนย์ไกล่เกลี่ยทันที โดยยังไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ ขณะที่นายกิตติศักดิ์ คู่กรณีผู้เสียหายที่ถูกต่อยดั้งจมูกหัก เดินทางมาพร้อมกับมารดาและนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความ เพื่อการไกล่เกลี่ยด้วย
          ซึ่งก่อนเข้าไกล่เกลี่ย นายสงกานต์ ทนายความของนายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยได้รับการชดใช้ใดๆ ขณะที่วันนี้จะมีการพูดคุยถึงการรักษาทำดั้งจมูก ที่ขณะนี้สภาพจมูกยังเบี้ยวอยู่หลังจากผ่าตัดที่ รพ.เลิดสิน มาแล้ว 2 ครั้ง และต้องทำการรักษาต่อไป และค่าสินไหมทดแทนที่ขาดรายได้โดยมารดาของนายกิตติศักดิ์ได้รวบรวมไว้ เราก็จะเรียกร้องให้ชดใช้ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงมูลค่าหลักแสนบาท โดยวันนี้เราจะยื่นคำร้องต่อศาลรวม 2 ส่วน คือ การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม และคำร้องขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ทั้งนี้ในส่วนของนายกิตติศักดิ์ก็ถูกดำเนินคดีด้วย ซึ่งจะเดินทางไปรายงานตัวอัยการศาลแขวงพระนคร เพื่อฟังผลคดีที่ขับรถเฉี่ยวชนน็อต คู่กรณีในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ หลังจากที่นายกิตติศักดิ์เคยเข้าพบพนักงานอัยการและร้องขอความเป็นธรรมไว้เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมาจากที่พนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา มีคำสั่งควรให้ฟ้องนายกิตติศักดิ์ด้วย
          ทั้งนี้หลังจากศาลใช้เวลาให้คู่กรณีไกล่เกลี่ยกันเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง 
          ต่อมานายอัครณัฐ , นายกิตติศักดิ์ พร้อมด้วยครอบครัวทั้งสองฝ่ายและทนายความ ร่วมกันให้สัมภาษณ์
          โดยนายสงกานต์ ทนายความของนายกิตติศักดิ์ ผู้เสียหาย กล่าวว่า ศาลได้อธิบายคำฟ้องให้กับนายอัครณัฐและเพื่อนจำเลยร่วมได้ทราบ ซึ่งนายอัครณัฐและเพื่อนได้แสดงสปิริตที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่กระทำลงไป พร้อมให้เงินเยียวยาแก่นายกิตติศักดิ์ที่จะต้องไปผ่าตัดใหม่อีกครั้ง รวม 180,000 บาท โดยศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น. 
          "ต้องขอบคุณนายอัครณัฐและเพื่อนแสดงสปิริตรับผิดชอบให้เงินเยียวยาในวันนี้ จึงขอโอกาสให้กับนายอัครณัฐด้วย เมื่อเขากล้าทำก็กล้ารับถือเป็นลูกผู้ชาย ส่วนคดีของนายกิตติศักดิ์ที่เฉี่ยวชนนั้น ก็ต้องไปฟังกันอีกครั้งว่า พนักงานอัยการจะมีความเห็นแย้งพนักงานสอบสวนหรือไม่ เพราะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ยอมความไม่ได้"  
          ด้านนายอัครณัฐหรือน็อต พิธีกรดัง กล่าวว่า ตนขอขอบคุณศาล อธิบดี ผู้ไกล่เกลี่ย และสื่อมวลชนทุกคน ที่ทำให้มีโอกาสได้ไกล่เกลี่ยพูดคุยกับนายกิตติศักดิ์อย่างเป็นรูปธรรม รู้สึกดีใจที่วันนี้มาถึง เป็นเรื่องที่ดีมากที่มีกระบวนการไกล่เกลี่ย อย่างน้อยเราทะเลาะกันเป็นเรื่องอดีต ปัจจุบันเมื่อเราได้พูดคุยกันแล้วจบก็ดีกับทุกฝ่าย
          เมื่อถามถึงงานปัจจุบันว่า ได้ทำอะไรบ้างหรือไม่ นายอัครณัฐ กล่าวว่า ขณะนี้ไม่ได้ทำอะไรเลย อยู่บ้านเปิดซีรีย์ให้แม่ดูอย่างเดียว ส่วนธุรกิจร้านอาหารก็ถือว่า แย่ ฝากทุกคนว่า ร้านอาหารนั้นมีหลายคนที่เกี่ยวข้อง เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ 
          เมื่อถามต่อไปว่า หากมีผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสกลับไปวงการบันเทิง นายอัครณัฐ กล่าวว่า "ถ้าผู้ใหญ่เอ็นดูและยินดีก็ขอกราบขอบพระคุณครับ"
          เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรถึงสังคมเป็นอุธาหรณ์ในคดีนี้ นายอัครณัฐ อดีตพิธีกรดัง กล่าวว่า "ตั้งแต่เกิดเรื่องของผมมา จริงๆ เรื่องแบบนี้มีทุกวัน การทะเลาะกัน ต่อไปนี้เกิดอะไรขึ้น ชนปั๊บจอด อีกคนหนึ่งก็ลงมาดูแลกันไม่ทะเลาะกัน จบ คุยกันด้วยดี ดีกว่าครับ อย่าให้มันยืดเยื้อเสียเวลา ไม่ใช่เรื่องแค่สองคนแล้ว แต่กลายเป็นเรื่องของคนในครอบครัว มันไปไกลเกินไป ทำขึ้นมาจากสองคนให้มันจบกันที่สองคนก็จบดีกว่า สติสำคัญที่สุด ถ้ามีรถคันใหม่จะตั้งชื่อว่า สติ ครับ"
          ขณะที่นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า "อยากให้สังคมให้อภัยพี่เขา เพราะคนเราทำผิดกันได้ แม้แต่ผมก็ทำผิดได้"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่ทั้งสองให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้นแล้ว นายอัครณัฐและนายกิตติศักดิ์ ก็ได้ยิ้มให้กันพร้อมจับมือแสดงการยอมรับและให้อภัยต่อกัน.