
ชาวบ้านหาปลาถูก“จอกหูหนู”ปิดทางน้ำติดบนเรือ2วัน1คืน
ชาวบ้านออกหาปลาถูกจอกหูหนูปิดทางน้ำต้องนอนย่างปลากินข้ามวันข้ามคืน เผยจอกหูหนูคือปีศาจสีเขียวกำลังระบาดหนักกระทบแหล่งน้ำไปทั่ว ยังไม่มีวิธีกำจัด
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี มาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ได้เดินทางไปยัง บ.น้ำพ่น ต.น้ำพ่น อ.หนองวัวซอ เพื่อสอบถามนายวิชาญ พรมจันทร์ อายุ 55 ปี อยู่ที่ 41 หมู่ 4 บ.น้ำพ่น ต น้ำพ่น อ หนองวัวซอ หลังทราบว่า นายวิชาญ ที่มีอาชีพประมง หาปลาในอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง ได้ออกหาปลา แต่ถูกกอจอกหูหนู ที่เป็นวัชพืชที่มีจำนวนมากอยู่ในอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง ถูกกระแสลมพัดเข้ามาอัดปิดกั้นทางเรือ จนเรือไม่สามารถขยับไปไหนได้ ทำให้นายวิชาญ ต้องติดอยู่ในเรือที่ใช้หาปลาเป็นเวลานานถึง 2 วัน 1 คืน โดยไม่สามารถนำเรือเข้ามายังฝั่งได้ ทำได้เพียงโทรศัพท์หาภรรยาที่อยู่บนฝั่งเท่านั้น และต้องนำปลาที่จับได้มาปิ้งกินประทังชีวิต ช่วงที่ติดอยู่กลางจอกหูหนูปริมาณมหาศาล
นายวิชาญ ได้พาไปชี้ให้ดูจุดที่เรือติดอยู่กลางจอกหูหนูจำนวนมหาศาล ที่อยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้าน ห่างจากฝั่งด้าน บ.น้ำพ่น ประมาณ 500 เมตร ซึ่งตอนนี้จอกหูหนูถูกกระแสลมพัดแตกกระจายเป็นกอๆ ไปหลายทิศทางตามแรงลม ทั่วอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง จนเรือไม่สามารถขยับได้ ทำให้นายวิชาญ และเพื่อน ต้องติดอยู่บนเรือ ท่ามกลางกอของจอกหูหนูถึง 2 วัน 1 คืน โดยได้เปิดคลิปให้ดูช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่บนเรือที่ติดกอจอกหูหนู ที่ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายไว้ ตั้งแต่ต้องก่อไฟปิ้งปลา และภาพกอจอกหูหนูจำนวนมหาศาลที่ถูกกระแสลมพัดอัดเข้ามาอัดแน่นบริเวณที่เรืออยู่
นายวิชาญ เล่าให้ฟังว่า วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตนและเพื่อนบ้าน คือ นายทศพร บุตรธนู อายุ 44 ปี อยู่ที่54 หมู่ 1 บ.น้ำพ่น ต น้ำพ่น อ.หนองวัวซอ ได้พากันนำเรือคนละลำออกไปหาปลาในช่วงสาย ๆ หลังจากไปจับปลาได้และกำลังจะกลับเข้าฝั่ง ช่วงนั้นมีลมแรงพัดเข้ามาที่ฝั่ง ทำให้กระแสลมได้พัดเอากอจอกหูหนูจำนวนมหาศาลเข้ามา จนปิดทางน้ำที่จะใช้กลับเข้าฝั่ง และก็ไม่สามารถหาช่องจะขยับเรือออกไปได้
“ติดต่อภรรยาทางโทรศัพท์มือถือ บอกว่าติดอยู่ในกอจอกหูหนู ตอนนั้นคนบนฝั่งก็ออกไปช่วยไม่ได้ เพราะว่ามันลงไปไม่ได้จอกหูหนูมันเยอะมาก เราอยู่บนเรือก็ออกมาไม่ได้ จอกหูหนูมันแน่นจนขยับเรือไม่ได้เลย ก็ไม่รู้จะทำยังไง กลับเข้าฝั่งไม่ได้ ก็ต้องจุดไฟปิ้งปลาที่จับได้กินแทนข้าว ตอนกลางคืนก็ออกไม่ได้นอนบนเรือ พอถึงเช้าอีกวันก็นอนดากแดดบนเรือ รอความหวังจากลมเพียงอย่างเดียว จะทำอะไรก็ไม่ได้ได้แต่คุยโทรศัพท์กับคนบนฝั่งเท่านั้น ตอนนั้นก็รู้สึกกลัวบ้าง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ รอจนช่วงบ่าย ๆ มีลมพัดเปลี่ยนทิศมา ทำให้กอจอกหูหนูแตกออก จนสามารถขยับเรือได้จึงได้พายกลับเข้าฝั่ง”
นายวิชาญ เล่าอีกว่า ความจริงก่อนหน้าก็เคยมีคนติดกลางจอกหูหนู แต่ไม่ได้ติดข้ามวันข้ามคืนเหมือนตนเอง ซึ่งจอกหูหนูที่อัดเข้ามาตามแรงลมมันแน่นมาก ลมพัดดันเข้ามาเป็นชั้น ๆ ซึ่งแต่ก่อนในอ่างห้วยหลวงไม่เคยมีจอกหูหนู เพิ่มมามีเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน เมื่อมีมันก็กระจายตัวเร็วมาก เมื่อมีมากก็ทำให้เราเดือดร้อน ออกหาปลาก็ยากลำบาก พวกชาวประมงรอบ ๆ อ่างต่างเดือดร้อนเพราะจอกหูหนูพวกนี้
แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้วิธีใดที่จะทำให้มันหมด ที่ผ่านมาก็เคยมาเอาออกไปครั้งหนึ่งเอาไปทำปุ๋ย แต่เอาออกไม่หมดทำให้ตอนนี้มันมีมากกว่าเก่าอีก เพราะมันแตกกอขยายเร็วมาก เคยเห็นคนมาเอาไปใส่อ่างเลี้ยงปลาต้นเดียว อาทิตย์เดียวมันแตกเต็มอ่างเลย ก็ไม่รู้ว่ามันจะเอาไปทำประโยชน์อะไรได้บ้าง นอกจากทำปุ๋ย แต่ตอนนี้มันเยอะมาก มากเกินกว่าจะเอามันขึ้นมาทำลายแล้ว คิดว่าหากเป็นแบบนี้ไม่เกิน 1 ปี จอกหูหนูจะขึ้นเต็มอ่างห้วยหลวงแน่นอน
ต่อมาที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี คลองระบายน้ำสองอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง นายสิธิชัย จินดาหลวง รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี เป็นประธานประชุมหารือ “จอกหูหนูยักษ์...ระบายในแหล่งน้ำอุดรธานี” โดยมีนายนิรันดร์ สุขจันทร์ ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 , ดร.ศิริพร ซึงสนธิพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ , โยธาธิการและผังเมือง , ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย , ท้องถิ่นจังหวัด และหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จ.อุดรธานี เข้าร่วมประชุม
ดร.ศิริพร ซึงสนธิพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร กล่าวว่า “จอกหูหนูยักษ์” หรือ “ปีศาจสีเขียว” ไม่ใช่พืชของประเทศไทย พบครั้งแรกเมื่อปี 44 มีการนำมาวางขายที่ตลาดนัดสวนจตุจักร เชิญชวนให้เลี้ยงเป็นไม้ประดับ ในปี 50 ทางราชการได้เริ่มเฝ้าระวัง จนในปี 53 เราเริ่มกำจัดในแหล่งน้ำธรรมชาติที่ จ.กาญจนบุรี และอีกหลายแห่ง รวมทั้งเฝ้าระวังทุกภาค โดยภาคอีสานเราคิดไปเองว่าแห้งแล้ง ไม่น่าจะเกิดการระบาดรุนแรง
ล่าสุดพบภาพจอกหูหนูยักษ์ในอินเตอร์เน็ต สถานที่เป็นแหล่งน้ำใน จ.อุดรธานี จึงมาตรวจสอบพบว่าจริง ช่วงมีนาคม-เมษายน 60 ได้สำรวจพบในพื้นที่ อ.กุดจับ และ อ.บ้านดุง ระบาดในแหล่งน้ำเปิดธรรมชาติ 8 แห่ง คือ บ่อน้ำรอบคำชะโนด-อ่างฯกุดขาม-คลองทวน ต.บ้านม่วง อ.บ้านดุง , หนองทุ่งใหญ่ อ.บ้านดุง , อ่างฯท่ามะนาว อ.บ้านดุง , อ่างฯห้วยหลวง อ.กุดจับ , หนองทวน อ.บ้านดุง , ฝายน้ำล้น ต.บ้านจันทร์ อ.บ้านดุง , คลองปลาโด อ.บ้านดุง และแม่น้ำสงคราม ช่วงต่อ จ.อุดรธานี-จ.สกลนคร ครอบคลุมพื้นที่แหล่งน้ำ 30-100 เปอร์เซ็นต์
ดร.ศิริพร กล่าวว่า “จอกหูหนูยักษ์” ถือเป็นปีศาจสีเขียว ภัยเงียบที่ต้องกำจัด ในต่างประเทศก็มีปัญหาเหมือนกัน จากข้อมูลทางวิชาการระบุว่า ถ้าสภาพเหมาะสมเพียง 1 ต้น เวลา 3 เดือน จะยึดครองพื้นที่ได้ 70,000 ไร่ เมื่อเต็มพื้นที่จะเติบโตสภาพซ้อนกัน มีข้อมูลว่าหนามากกว่า 1 เมตร จนวัวสามารถลงไปเดินได้ นอกจากนี้มันยังทนต่อสภาพแล้ง มีชีวิตอยู่ในดินได้เพื่อรอน้ำมาใหม่ และพบว่าเมื่อกองทับกันมากกว่า 3 เดือน ด้านบนถูกแดดเผาแห้ง แต่ด้านล่างเอามาใส่น้ำจะเติบโตต่อ
ยังไม่มีวิธีกำจัดหรือควบคุมด้วยวิธีธรรมชาติ กำลังศึกษาเพาะเลี้ยง “ด้วงงวง” นำเข้าจากออสเตรเลีย การใช้สารเคมี(พาราควอต)ได้ผลบ้างแต่ก็มีข้อจำกัด นำมาวัวควายกินไม่ได้ เพราะมีสารที่ทำให้ท้องอืด ปลาก็ไม่ชอบกิน เอามาใช้ประโยชน์คือเป็นปุ๋ย หรือวัสดุปลูกเท่านั้น วิธีกำจัดต้องนำขึ้นจากน้ำตากให้แห้ง ปิดทางเข้า-ออกแหล่งน้ำ จากนั้นต้องเฝ้าระวังสำรวจทุก 2 สัปดาห์ใน 3 เดือนแรก จากนั้นสำรวจเดือนละครั้งอีก 6 เดือน
ที่ประชุมรายงานอีกด้วยว่า ยังมีแหล่งน้ำอื่นอีกที่พบ “จอกหูหนูยักษ์” เช่นที่อ่างบ้านจั่น อ.เมือง ความจุ 4.3 ล้าน ลบม. มีทั้งระบบประตูควบคุมน้ำ และฝายน้ำล้น ปีที่ผ่านมาจอกหูหนูยักษ์เกิดเต็มพื้นที่ ทำให้คุณภาพน้ำใช้ผลิตประปามีปัญหา ขอความร่วมมือจากหน่วยทหารพัฒนา และชลประทาน นำออกไปบางส่วน 2 ครั้ง และน้ำได้ล้นอ่างฯหลายครั้ง จอกหูหนูยักษ์ไหลออกมาจำนวนมาก แพร่กระจายออกไปยังลำน้ำห้วยหลวง และขณะนี้เมื่อฝนตกลงมากำลังเจริญเติบโต
นายสิทธิชัย จินดาหลวง รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า ไม่รู้มาก่อนว่ามันคือ “จอกหูหนูยักษ์..ปีศาจสีเขียว” คิดว่าเป็นจอกหนูธรรมดา โดยปีที่แล้วพื้นที่อ่างฯห้วยหลวง 20,000 ไร่เศษ มีจอกหูหนูยักษ์และพืชน้ำอื่นๆ มากกว่า 5,000 ไร่ กระทบต่อวิถีชีวิตพื้นบ้าน และคุณภาพน้ำดิบ ผลิตประปาป้อนเมืองอุดรธานี จึงระดมกันทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ทั้งแรงคน เครื่องจักรปกติ และออกแบบพิเศษเอาออกมาได้ 2 แสนตัน หมดเฉพาะค่าน้ำมันเดือนละ 1 ล้านบาท ปีนี้สำรวจก็ยังเหลือ 5,000 ไร่เหมือนเดิม
“ขณะนี้จอกหูหนูยักษ์อยู่ด้าน บ.น้ำพ่น บ.หนองบัวบาน วางแผนว่าจะรอปลายฤดู ให้ลมพัดมาฝั่งหน้าฝาย จุดที่เราเก็บปีที่แล้ว แต่เมื่อได้รับข้อมูลว่ามันคือปีศาจ ซึ่งก็น่าจะใช่ตามที่ตั้งชื่ออย่างนั่น จะต้องมาปรับแผนใหม่ ต้องเร่งกำจัดในช่วงนี้ทันที ก่อนที่มันจะขยายพันธ์มากขึ้นกว่านี้ โดยที่อ่างฯห้วยหลวงให้กำหนดแผนสำรวจ วางทุ่นกักบริเวณเพื่อกำจัด ด้วยการนำขึ้นมาตาก และเปิดช่องทำให้เดินเรือได้ ส่วนที่อ่างฯบ้านจั่น กำหนดแผนให้กักบริเวณ ไม่ให้จอดหูหนูยักษ์ออกจากอ่างฯ รอการกำจัดตามคำแนะนำ”



