ข่าว

ดึงเอสเอ็มอีแบงก์ปล่อยกู้กลุ่มอัญมณี

ดึงเอสเอ็มอีแบงก์ปล่อยกู้กลุ่มอัญมณี

10 ก.ย. 2552

พาณิชย์ดึงเอสเอ็มอีแบงก์หนุนสินเชื่อกลุ่มธุรกิจอัญมณี ภายใต้โครงการ "เจมส์แบงก์" วงเงินกู้เบื้องต้น 3-5 พันล้านบาท เปิดทางนำสินค้าเป็นหลักประกันได้ ด้านเอกชนมั่นใจช่วยเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการรายย่อย คาดต่อรายต้องการสินเชื่อ 3-10 ล้านบาท

 นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และ 5 หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับอัญมณีเครื่องประดับในโครงการ สนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบธุรกิจอัญมณี และเครื่องประดับ (เจมส์แบงก์) ว่า กระทรวงพาณิชย์มีแนวคิดตั้งโครงการเจมส์แบงก์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยมีวงเงินเบื้องต้นจำนวน 3,000-5,000 ล้านบาท

 ทั้งนี้ เอสเอ็มอีแบงก์จะเป็นผู้ปล่อยกู้ภายใต้เงื่อนไขพิเศษที่ผู้ประกอบการสามารถนำสินค้าที่อยู่ในสต็อกมาเป็นหลักประกัน โดยให้สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพ และ 3 สมาคมจากภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ สมาคมผู้ผลิตอัญมณีและเครื่องประดับ และสมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี เป็นผู้ประเมินราคา

 "ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการนี้ ต้องไปขึ้นทะเบียนกับสมาคมก่อน โดยจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนได้ 15 วัน หลังจากนี้ ซึ่งหวังว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนหมุนเวียน และไม่ต้องเร่งรีบขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด จนขาดทุน" นายอลงกรณ์ กล่าว

 ด้านนายวสุวัจน์ ชัยกุล อุปนายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี กล่าวว่า โครงการนี้จะสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อย่างมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งผู้ประกอบการใน จ.จันทบุรี เป็นรายย่อยเกือบ 100% และส่วนใหญ่มีปัญหาด้านการเงินในการจัดหาวัตถุดิบมาผลิตเพื่อส่งออก โดยคาดว่าผู้ค้ารายย่อยน่าจะต้องการสินเชื่อประมาณ 3-10 ล้านบาทต่อราย ขึ้นอยู่กับว่าใช้วัตถุดิบชนิดใด

 ขณะที่มาตรการอื่นๆ ที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือเพิ่มเติม คงจะเป็นเรื่องการลดขั้นตอนด้านเอกสาร เพราะขณะนี้มีการแข่งขันสูงมาก ทั้งจากจีนและศรีลังกา ซึ่งในด้านคุณภาพไทยสามารถแข่งขันได้ แต่มีขั้นตอนการทำเอกสารที่ยุ่งยาก ซับซ้อน จึงอาจจะทำให้เป็นข้อเสียเปรียบในการแข่งขันกับตลาดโลก