ข่าว

 “กระแสลมเปลี่ยนทิศ - เศรษฐกิจเอเชียฟื้นตัว”

“กระแสลมเปลี่ยนทิศ - เศรษฐกิจเอเชียฟื้นตัว”

11 ก.ย. 2552

“ดิ อีโคโนมิสต์” ซึ่งเป็นนิตยสารสัญชาติอังกฤษชื่อก้องโลก มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการลงทุน อีกทั้งยังเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มีบทวิเคราะห์เกี่ยวกับ “การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก” ซึ่งวิกฤติเศรษฐกิจที่โลกเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

 หรือมักจะเรียกว่า “การถดถอยครั้งสำคัญ” ในครั้งนี้นับได้ว่าเป็นการถดถอยทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา (แม้จะไม่หนักหนาสาหัสถึงขนาดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของโลก ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2) วิกฤติเศรษฐกิจที่เรียกติดปากกันว่า “วิกฤติซับไพรม์” ในครั้งนี้ สหรัฐในฐานะอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และในอดีตมักจะเป็นผู้นำในการฟื้นตัว อีกทั้งยังเล่นบท “พระเอกคาวบอยควบม้าขาว” มาช่วยประเทศต่างๆ  ทั่วโลกให้รอดพ้นจากวิกฤติ แต่คราวนี้กลับตาลปัตร ประเทศมหาอำนาจในเอเชียกลายเป็นผู้นำในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไปเสียฉิบครับ

 ในกรณีที่ “ดิ อีโคโนมิสต์” ฟันธงเรื่องสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้เริ่มขึ้นแล้วที่ทวีปเอเชีย แต่ผมก็แปลกใจอยู่ลึกๆ นะครับว่า จากบทวิเคราะห์นี้มีประเทศไทยรวมอยู่ในกลุ่มของประเทศที่กำลังฟื้นตัวกับเขาด้วย รวมทั้งจากการที่ผมได้ตรวจสอบข้อมูลหลายแหล่งหลายสำนัก ต่างก็ฟันธงลงเป็นเสียงเดียวกันว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยเริ่มส่อแววฟื้นตัวดีขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นทางอุตสาหกรรมทำสถิตินิวไฮในรอบ 19 เดือน (แต่อย่าเพิ่งเหลิงนะครับ ถึงแม้จะมีสัญญาณในเชิงบวกทางด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่วิกฤติการณ์ทางการเมืองที่กำลังสับสนวุ่นวายจนจับต้นชนปลายไม่ถูกนั่นแหละครับคือตัวถ่วงที่หลายสำนักทั้งไทยและเทศก็ต่างฟันธงลงไปว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญ) 
ปรากฏการณ์ครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการ “หักปากกาเซียน” ที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์หลายท่านได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจเอเชียจะยังคงไม่ฟื้นตัวจนกว่าเศรษฐกิจในสหรัฐ และบรรดาประเทศในยุโรปจะฟื้นตัวเสียก่อน เพราะเศรษฐกิจของเอเชียในอดีตที่ผ่านมา จำเป็นต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก แต่สถานการณ์กลับกลายเป็นว่าประเทศในเอเชียสามารถยืนหยัดต่อสู้กับวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของโลก (ที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้ก่อแต่เป็นผู้รับกรรม) มิหนำซ้ำยังสามารถฟื้นได้ด้วยตัวเอง โดยมีอภิมหาเศรษฐีตัวจริงของโลกเป็นผู้นำ
อภิมหาเศรษฐีของโลกอันดับ 2 และ 3 ต่างก็อยู่ในเอเชีย คือ จีนและญี่ปุ่น ไม่แน่นะครับจีนจะขึ้นเป็นแชมป์อันดับ 1 ของโลกในเร็วๆ นี้ เพราะจีนเป็นประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ในขณะที่อดีตอภิมหาเศรษฐีของโลกอย่างสหรัฐ กลายเป็นประเทศที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวมากที่สุดในโลก ในวิกฤติการณ์เศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ได้ส่งผลให้สถาบันการเงินของสหรัฐล้มกันระเนระนาด มิหนำซ้ำยังฉุดให้สถาบันการเงินยุโรปล้มเป็นโดมิโนตามไปด้วย ในทางกลับกันจีนและญี่ปุ่นถึงแม้จะได้รับผลกระทบอยู่บ้าง แต่ก็ยังสามารถปล่อยกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเอง   

 “กระแสลมได้เปลี่ยนทิศ” แล้วครับ เอเชียกำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจและการลงทุนของโลก ผมขอฟันธงลงไปตรงนี้ว่าประเทศไทยจะได้รับอานิสงส์นี้อย่างตรงๆ และเต็มๆ ครับ ดังนั้น ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของไทยจำเป็นที่จะต้องจับกระแสลมที่กำลังเปลี่ยนทิศนี้ให้ได้ อีกทั้งยังต้องร่วมแรงร่วมใจกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่าให้คนเพียงหยิบมือที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าส่วนรวม สร้างปัญหาน้ำเน่าทางการเมือง ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสตก “รถไฟสายด่วนขบวนเอเชีย” ที่จะนำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อันจะนำมาซึ่งการกินดีอยู่ดีของคนนับพันล้านคนในเอเชียรวมทั้งคนไทยด้วยครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์