
บทพิสูจน์"สองมาตรฐาน"
แล้วก็ถึงคิวของ 16 ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ที่ต้องโดน กกต.ตัดสินว่าขาดคุณสมบัติ เนื่องจากถือหุ้นในกิจการสื่อ หรือถือหุ้นในกิจการที่รับสัมปทานของรัฐ ตามมาตรา 48 และมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ 16 ส.ว. และ13 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ต้องเดินไปรอชี้แจงที่ศาลรั
การตัดสินครั้งนี้ถือว่าไม่เหนือกว่าความคาดหมายอะไรนัก เพราะ กกต.ยังคงยืนยันมาตรฐานเดิมที่ใช้ตัดสินตั้งแต่ครั้งแรก
กล่าวคือ หากเป็นหุ้นของบริษัทที่ กกต.ตีความว่าเป็นกิจการสื่อ หรือเป็นหุ้นที่รับสัมปทานหรือเป็นคู่สัญญากับรัฐ แม้ว่าจะมีหุ้นเดียวหรือแสนหุ้น ก็ถือว่ามีหุ้นและเข้าข่ายลักษณะต้องห้าม หรือแม้แต่จะถือครองมาก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งก็ตาม กกต.ก็ถือว่าเข้าข่ายความผิดทั้งสิ้น
แม้ว่าจะมีข้อแย้งจากทั้งสองเหตุไม่ว่าจะเป็นจำนวนหุ้นที่ถือ เพราะหลายฝ่ายตีความว่า หากหุ้นที่ถือมีไม่มากพอที่จะเข้าไปบริหารก็ไม่น่าจะผิด
หรือในข้อที่ว่า การถือครองหุ้นมาก่อน ก็ถูกแย้งว่าไม่น่าจะขัดรัฐธรรมนูญเช่นกัน เพราะหากกฎหมายต้องการให้สละหุ้นจริง ก็ต้องเขียนไว้ชัดกว่านี้เช่นใช้คำว่า “ห้ามคงไว้”
ซึ่งทั้งสองความเห็นถูกตั้งและแย้งไว้ตั้งแต่ชั้นคณะกรรมการไต่สวน แต่ กกต.ก็เลือกที่จะเห็นต่าง และวางบรรทัดฐานไว้เช่นนี้
และเหตุที่ กกต.เลือกตีความเช่นนี้ เพราะให้เหตุผลว่า กฎหมายเขียนเอาไว้ชัดเจน ไม่สามารถที่จะตีความเป็นอย่างอื่น และยังเชื่อด้วยว่า เจตนารมณ์ต้องการเช่นนี้
แต่อีกประการหนึ่งที่ กกต.ต้องทำเช่นนี้ เพราะกรณีเช่นว่า เป็นการตีความทางกฎหมายที่แต่ละคน ย่อมมีความเห็นต่างกันได้
ดังนั้น การเลือกตัดสินใจลงไปก่อนและให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้และวางบรรทัดฐานในภายหลังน่าจะมีความเหมาะสมกว่า
อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ยังมีความลักลั่นของกฎหมายอยู่ เพราะแม้ ส.ส.หลายคนต้องเข้าข่ายและสิ้นสภาพเพราะถือหุ้นขัดรัฐธรรมนูญ
แต่ขณะเดียวกัน คนที่เป็น "รัฐมนตรี" กลับไม่ต้องสิ้นสภาพตามลงไปด้วย
เหตุเพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 269 กำหนดเรื่องการจัดการหุ้นส่วนของรัฐมนตรีเอาไว้ โดยเมื่อผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีต้องถ่ายโอนทรัพย์สินไปตาม พ.ร.บ.จัดการหุ้นส่วนรัฐมนตรี
ซึ่งหมายความว่า กฎหมายเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีสละหุ้นเมื่อเข้ารับตำแหน่ง แต่กลับไม่เปิดโอกาสให้ ส.ส.สละหุ้นแม้แต่น้อย
นอกจากนี้ การตัดสินในลอตล่าสุดนี้ก็ไม่ได้ทำง่ายๆ เพราะเมื่อ กกต.ตรวจสอบรายงานของคณะกรรมการไต่สวนฯ ชุดที่ทำเฉพาะกรณี 44 ส.ส.แล้วกลับพบว่า รายละเอียดต่างไปจากกรณี 16 ส.ว.และ13 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
หลายบริษัทที่ถูกถือหุ้น ถูกตีความใหม่ที่ต่างไปจากเดิมว่า เป็นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ ทั้งนี้จากการตรวจสอบในฐานที่กว้างกว่าเดิม ไม่ว่าจะไปตรวจจากกรมทะเบียนการค้า กรมที่ดิน หรือคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์
ทำให้ กกต. ต้องย้อนกลับมาหนักใจว่า จะทำอย่างไรดี เพราะหากจะปล่อยไปและยืนตามมาตรฐานเดิม ก็อาจจะโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากมีข้อเท็จจริงที่ทราบแล้ว แต่ กกต. เลือกจะละเลย
ขณะเดียวกันหาก กกต.ยึดตามข้อมูลใหม่ และพลิกคำตัดสิน ข้อครหาเรื่องสองมาตรฐาน ก็จะถูกตั้งขึ้นอย่างแน่นอน
แต่ท้ายที่สุดแล้ว กกต.ก็ยังคงเลือกยืนยันที่จะเดินหน้าตามที่เคยตีความเอาไว้แม้จะมีข้อมูลใหม่ และพร้อมที่จะสู้คดีหากถูกฟ้องร้อง โดยแก้ต่างว่าเรื่องนี้เป็นสิทธิของ กกต.ที่จะใช้ "ดุลพินิจ"
ซึ่งท้ายสุด การตีความทางกฎหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการถือหุ้นก่อนหลัง หรือกระทั่งมาตรฐานในการตัดสินทุกอย่าง ก็ต้องจบลงที่ศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น เนื่องจากในเรื่องนี้ กกต.ทำหน้าที่คล้ายอัยการส่งฟ้องเท่านั้น
แต่ตอนนี้ดูท่าเรื่องนี้ อาจจะยังไปไม่ถึงศาลรัฐธรรมนูญโดยง่าย เพราะไม่ว่าจะเป็น ส.ว.หรือ ส.ส.ประชาธิปัตย์ที่ถูกตัดสินไปก่อนหน้านี้ ต่างก็ส่งเรื่องไปยังศาลปกครองขอให้ชะลอการส่งเรื่อง เพราะไม่มั่นใจในคำวินิจฉัยของ กกต.
และไม่แปลกที่ 16 ส.ส. ที่ถูกตัดสินในวันนี้จะก้าวตามรอยกัน เพราะอย่างน้อยก็ยังดีกว่ารอให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเป็นตายเอาง่ายๆ
เรื่องนี้จาก "หนังสั้น" จึงทำท่าจะกลายเป็น "หนังยาว" เพราะศาลปกครองเองก็รับเรื่องเอาไว้ และกำลังอยู่ขั้นตอนการพิจารณาและรอฟังคำชี้แจงจากทั้งสองฝั่ง
ขณะที่ กกต.เองก็ยืนยันว่า การตัดสินครั้งนี้ เป็นการใช้อำนาจดุลพินิจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ จึงไม่น่าอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองที่จะรับเรื่องเอาไว้
ซ้ำยังโยนระเบิดว่า เรื่องนี้รัฐธรรมนูญกำหนดว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้กำหนดว่า ส.ส.จะขาดจากสมาชิกภาพหรือไม่ หากศาลปกครองรับไว้และตัดสินว่า มติ กกต.ไม่ถูกต้อง ก็อาจจะเข้าข่ายก้าวก่ายเขตอำนาจศาล
สุดท้ายเรื่องนี้ กว่า ส.ส.และ ส.ว.จะพ้นจากตำแหน่ง ดูท่าว่าบรรดาองค์กรอิสระและศาล ต้องมาแบ่งแยกอำนาจให้ชัดเจนกันเสียก่อน ส่วน ส.ส. ส.ว.ที่รอลุ้น ก็นอนตีพุงไปได้อีกพักใหญ่
** อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ**



