ข่าว

สมาคมผู้ค้าปลีกหวั่นลงทุน-ใช้จ่ายภาครัฐแผ่วฉุดค้าปลีก

สมาคมผู้ค้าปลีกหวั่นลงทุน-ใช้จ่ายภาครัฐแผ่วฉุดค้าปลีก

23 พ.ค. 2560

สมาคมผู้ค้าปลีกหวั่นลงทุน-ใช้จ่ายภาครัฐแผ่วฉุดค้าปลีกครึ่งปีแรกโตต่ำ 3% 

                  นางสาวจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวถึงสถานการณ์กำลังซื้อในช่วงครึ่งปีหลังนี้ว่า มีปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่เป็นตัวแปรสำคัญ โดยขณะนี้กำลังเข้าสู่รอบไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ การใช้จ่ายอาจแผ่วลง  โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ยังไม่เกิดการปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม การลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัว และพึ่งพาการลงทุนภาครัฐ ขณะที่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์เติบโตลดลงทั้งยอดขายและกำไร

ประการสำคัญ หนี้ครัวเรือนที่ยังส่งสัญญาณที่จะทรงตัวในระดับ 80.2% มีผลต่ออำนาจการซื้อของครัวเรือนอยู่ในระดับต่ำ ทำให้การบริโภคสินค้าหมวดคงทนและหมวดสินค้ากึ่งคงทนอาจต้องชะลอออกไป

ทั้งนี้ สมาคมคาดการณ์สถานการณ์ค้าปลีกครึ่งปีแรกเติบโต 3.0-3.2% โดยวิเคราะห์จากการเติบโตของภาคบริการ 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง, ภาคการเงินการธนาคาร และภาคค้าปลีก  

“ไตรมาสแรก กำไรของสถาบันการเงินการธนาคารยังดีอยู่ แม้หนี้เสียจะเพิ่มขึ้น แต่รายได้และกำไรคงที่ ส่วนอสังหาฯ และการก่อสร้างเติบโตต่ำ เมื่อพิจารณาจากผลประกอบการบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ 4-5 บริษัทที่ทั้งยอดขายและกำไรต่างก็ลดลง ส่วนภาคค้าปลีก เติบโตเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาจากผลประกอบการบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ 4-5 บริษัท การเติบโตส่วนใหญ่มาจากการขยายสาขา เติบโตจากสาขาเดิมมีเพียงเล็กน้อย”

ภาพรวมไตรมาสแรกที่ผ่านมา ตลาดมีปัจจัยบวกจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 0.6%  อัตราการส่งออกขยายตัว 4.9% จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 5%  ราคาพืชผลการเกษตรเพิ่มขึ้น ดัชนีการบริโภคของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น  ตลาดรถยนต์ขยายตัว 15.4%  ตลาดรถจักรยานยนต์ขยายตัว 5%

อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกดีขึ้นเล็กน้อยแต่ยังไม่มากพอที่จะทำให้หมวดสินค้าต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้หมวดสินค้าไม่คงทน ยังมีความไม่แน่นอน สอดคล้องกับข้อมูล Retail Landscape by The Nielson ที่แสดงให้เห็นว่าการเติบโตในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคหมุนเวียนเร็ว  (FMCG : Fast Moving Consumer Goods) ยังคงติดลบเล็กน้อยในไตรมาสแรก  ส่วนหมวดสินค้าคงทน และสินค้ากึ่งคงทน ทรงตัว และยังไม่เห็นสัญญาณที่จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว  

ทั้งนี้ ไตรมาสแรกที่ผ่านมา หมวดสินค้าคงทน (Durable Goods)  เติบโตเพียง 1.25%  เห็นได้ชัดจากผลประกอบการของอุตสาหกรรมการก่อสร้างและที่อยู่อาศัยในไตรมาสแรก “ติดลบ” ส่งผลให้ผลประกอบการธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างเติบโตแบบถดถอย ส่วนธุรกิจจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (Home Appliance) มีการเติบโตเพียงเล็กน้อย เนื่องจากการเข้มงวดของการให้สินเชื่อเพื่อการบริโภคของสถาบันการเงิน

ส่วนหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (Mobile & Camera) แม้เติบโตราว 3% แต่ปริมาณการซื้อ (volume) ยังน้อยเมื่อเทียบกับทั้งหมวดสินค้า ส่งผลให้โดยรวม หมวดสินค้าคงทน เติบโตเพียง 1.25%

หมวดสินค้ากึ่งคงทน (Semi Durable Goods)  เติบโต 2.3% อยู่ในอัตราถดถอย  แม้จำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาสแรกที่ผ่านมา จะเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ก็ไม่ส่งผลให้การจับจ่ายในหมวดสินค้ากึ่งคงทนฟื้นตัวขึ้น ปัจจัยหลักที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญคือ อัตราภาษีสินค้านำเข้าแบรนด์หรูยังอยู่ในเกณฑ์ที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้หมวดสินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องหนัง ยังคงเติบโตต่ำกว่าเมื่อปีที่ผ่านมา ประกอบกับประชาชนชาวไทยยังอยู่ในช่วงไว้อาลัย บรรยากาศการจับจ่ายสินค้าแฟชั่นแบรนด์ดังจึงยังค่อนข้างซบเซา อย่างไรก็ดีด้วยความที่หมวดเครื่องกีฬาและสุขภาพยังเติบโตค่อนข้างมากตามเทรนด์ จึงทำให้การเติบโตในหมวดสินค้ากึ่งคงทนทั้งหมดยังคงทรงตัว 

สำหรับหมวดสินค้าไม่คงทน (Non Durable Goods)  มีการเติบโตอย่างชัดเจนถึง 3.4% แม้จะเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวช้า แต่ยังคงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยบวกจากราคาพืชผลทางเกษตรมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรซึ่งเป็นรากฐานใหญ่ของกลุ่มผู้บริโภคหมวดสินค้าไม่คงทน มีรายได้เพิ่มขึ้น และทำให้อัตราการบริโภคสินค้าหมวดนี้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย 

ประกอบกับการผลักดันการใช้งบประมาณภาครัฐลงสู่ภูมิภาคและกลุ่มจังหวัดมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เม็ดเงินงบประมาณเริ่มไหลลงสู่ประชาชนฐานรากของประเทศอย่างชัดเจน ทำให้ธุรกิจในหมวดสินค้าไม่คงทนฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัย โดยสินค้าหมวดดังกล่าวมีสัดส่วนถึง 68% ของดัชนีค้าปลีก 

อย่างไรก็ดี จำนวนแรงงานภาคค้าปลีกและบริการทั่วประเทศมีทั้งหมด 14 ล้านคน เฉพาะภาคค้าปลีกมีจำนวน 6.2 ล้านคนทั่วประเทศ  ปีที่ผ่านมาสมาชิกของสมาคมฯ หรือ ภาคธุรกิจค้าปลีกได้มีการจ้างงานรวมกว่า 4.5 แสนคน ขยายตัวเฉลี่ยปีละประมาณ 10% หรือกว่า 45,000 คนต่อปี  ซึ่งอัตราการจ้างงานไม่สามารถบรรจุได้ครบ เนื่องจากประชากรวัยทำงานเริ่มลดลง แรงงานในภาคการค้ายังขาดแคลนอีกมาก

“ภาครัฐควรส่งเสริมผู้สูงอายุที่มีศักยภาพได้มีโอกาส มีอาชีพ มีรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคค้าปลีก ซึ่งปัจจุบันมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีการขยายการจ้างงานในวงกว้าง”

ดังนั้นการที่ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น  ถือเป็นโอกาสที่ดีในการจ้างแรงงานกลุ่มนี้ รวมถึงกฎหมายควรเปิดช่องทางในการจ้างแรงงานผู้สูงอายุเป็นรายชั่วโมง  

               นายชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่าภาพรวมค้าปลีกครึ่งปีแรกเติบโตได้บ้างเล็กน้อย แม้ภาพรวมมีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก แต่การจับจ่ายในธุรกิจยังมาจากกำลังซื้อในตลาดกลางและแมส ที่ต้องมีการกระตุ้นด้วยแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการใช้จ่าย

“คาดว่า ธุรกิจค้าปลีก น่าจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ไตรมาส 2-3 นี้” 

สำหรับห้างสรรพสินค้าในกลุ่มเดอะมอลล์ มีทั้งกลุ่มลูกค้าในตลาดบน กลางและแมส ดังนั้น การเติบโตจึงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีการใช้แคมเปญส่งเสริมการทุกรูปแบบเข้ามาใช้ทั้งออนไลน์และออนกราวน์ ให้ความสำคัญกับสินค้า บริการ ความสะดวกสบาย ที่ยังมีส่วนสำคัญกับการบริหารจัดการ นอกเหนือจากการลดราคาสินค้า