ข่าว

อยู่ที่ฝีมือไม่ใช่เพียงฝีปาก

อยู่ที่ฝีมือไม่ใช่เพียงฝีปาก

10 ก.ย. 2552

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยได้นำพันธบัตรออมทรัพย์ออกขายให้ประชาชนทั่วไป ในวันแรกกวาดเงินไปถึง 9 หมื่นล้านบาทและจะเปิดขายต่อจนพอใจคนซื้อ เหตุการณ์ซื้อขายพันธบัตรครั้งนี้เป็นไปโดยเรียบร้อยไม่โกลาหลเหมือนเมื่อครั้งกระทรวงการคลังเอาพันธบัตรไทยเข้ม

เหตุการณ์เปรียบเทียบกัน 2 ครั้งนี้บอกให้เห็นอย่างชัดเจนว่าฝีมือคนธปท.นั้นเหนือชั้นกว่าฝีมือวางแผนและทำงานของคนทางกระทรวงการคลัง ตั้งแต่รัฐมนตรีลงมาได้อย่างชัดเจน และงานใหญ่ที่ยุ่งและยากกว่าการขายพันธบัตรยังมีรอให้รัฐบาลนี้อีกมาก ทำให้เป็นห่วงว่าฝีมือรัฐบาลจะรับกับงานเหล่านั้นไหวหรือไม่

 งานใหญ่ที่ท้าทายรัฐบาลอยู่ข้างหน้า คือการแก้วิกฤติทางเศรษฐกิจโดยเริ่มตามแผนไทยเข้มแข็งก๊อกที่ 1 จะใช้เงินประมาณ 2 แสนล้านบาท จากเงินที่กู้ชาวบ้านมา 4 แสนล้านบาท งบประมาณนี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของวงเงินเต็มที่ 1.43 ล้านล้านบาท

ได้มีการเปิดตัวโครงการไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วอย่างอลังการ (ไม่ทราบว่าเสียค่าจัด “อีเวนท์” ครั้งนี้ไปให้ออแกไนเซอร์กี่ล้านบาท)

 การดำเนินการของรัฐบาลครั้งนี้เรียกขานตามรหัสว่า “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” ประกอบด้วย แผนปฏิบัติการ 14 สาขาใหญ่ครอบคลุมทั้งหมด 230 โครงการย่อย กำหนดแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2555

 ผมเห็นด้วยกับนักวิชาการหลายคนที่วิจารณ์ว่าแผนปฏิบัติการครั้งนี้ไม่น่าที่จะส่งผลต่อการพัฒนาพื้นฐานเพื่อความเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะการใช้จ่ายเงินเป็นลักษณะกระจัดกระจายดูเหมือนเป็นเชิงประชานิยมแจกเงินออกไปให้ทั่วๆ คนละเล็กคนละน้อยหัวแหลกหัวแตก อย่างเช่น การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานนั้นถึงแม้จะใช้เงินหลายหมื่นล้าน แต่ก็เป็นลักษณะสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป โดยหวังว่าจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 1.1 ล้านไร่ซึ่งน่าจะเป็นแค่ตัวเลข โปรดสังเกตว่าถ้าพื้นที่ชลประทานทำได้สมบูรณ์จริงมีน้ำท่าบริบูรณ์จริงแล้วเนื้อที่ทำนาทั้งประเทศในเขตชลประทานก็จะผลิตข้าวได้ไม่น้อยกว่าในปัจจุบันซึ่งใช้ที่ทำนาถึง 65 ล้านไร่ พื้นที่เกือบ 2 ใน 3 นอกเขตชลประทานอัตราผลผลิตข้าวต่อไร่ต่ำมากกว่าหลายประเทศ ฉะนั้นถ้าพัฒนาระบบชลประทานได้จริง พื้นที่ที่เหลืออีก 40 ล้านไร่ก็สามารถนำไปปลูกพืชอย่างอื่นที่ไม่ต้องการน้ำมากได้ เรื่องเช่นนี้นักวางแผนของรัฐคงจะไม่ได้มองไว้หากดูจากรายละเอียดในแผนไทยเข้มแข็งนี้

 โครงการถนนปลอดฝุ่นซึ่งต้องใช้เงินหลายหมื่นล้านนั้น และหวังผลว่าจะลดต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีลงไปได้นั้น น่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด เพราะประเทศของเราผลิตสินค้าราคาต่ำ ฉะนั้น อัตราส่วนจึงย่อมสูงเป็นธรรมดา การลาดยางถนนคงไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

 ในวันนี้ผมขอหยิบยกเรื่องที่จะมาพูดเพียง 2-3 เรื่อง แต่พูดโดยทั่วไปได้ว่าการบริหารโครงการไทยเข้มแข็งนี้ยุ่งยากและเต็มไปด้วยโอกาสที่จะทำให้เกิดความรั่วไหล ฉะนั้นการบริหารโครงการและการนำแผนปฏิบัติการออกใช้ จำเป็นต้องการ “ฝีมือ” อย่างมาก ถ้าลำพังฝีปากแล้วก็ยากที่จะหวังผลต่างๆ ให้คุ้มค่าเงินชาวบ้านก้อนมหาศาลก้อนนี้ได้

นายหนูใหญ่
[email protected]