ข่าว

"ปณิธาน"ชี้บึ้ม"รพ.พระมงกุฎ"หวังผลทางการเมืองสูง

"ปณิธาน"ชี้บึ้ม"รพ.พระมงกุฎ"หวังผลทางการเมืองสูง

22 พ.ค. 2560

"บิ๊กป้อม"สั่งความมั่นคงรปภ.คุมเข้มพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ฝ่ายตรงข้าม รับบึ้ม"รพ.พระมงกุฎ"มีพัฒนาการซับซ้อน หวังผลทางการเมืองสูงหวังผลให้ปชช.วิตก

          22 พ.ค. 60 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กล่าวถึงเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎว่า ยอมรับคนก่อเหตุเป็นคนที่มีประสบการณ์มีศักยภาพ แล้วมีเครือข่ายไม่ใช่มือสมัครเล่น แต่ไม่ได้น่าวิตกกังวลอะไร ซึ่งการก่อเหตุมีพัฒนาการที่สลับซับซ้อน มีรูปการหวังผลทางการเมืองสูง เพื่อให้คนตื่นตระหนกวิตกกังวล เพราะเป็นการก่อเหตุในสถานที่สาธารณะ ที่เกี่ยวโยงกับการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน แล้วยังเป็นพื้นที่ควบคุมไม่มาก จึงเป็นเหตุให้เกิดผลกระทบได้ง่าย  ต้องยอมรับว่า ฝ่ายความมั่นคงต้องมีการปรับระบบในการทำหน้าที่ อย่างไรก็ตามพล.อ.ประวิตรได้รับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อนำเอาข้อมูลมารายงานให้ประชาชนได้รับทราบ

          "ฝ่ายความมั่นคงจะต้องปรับพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สำคัญ แม้จะเห็นชัดในบางกรณีไม่ได้หวังทำร้ายถึงชีวิต แต่เห็นผลกระทบสูงมาก จึงต้องมาจัดระบบให้ดีขึ้น ในการควบคุมพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายตรงข้ามที่เขามองว่า โจมตีแล้วได้ผลสูง อย่างน้อยคือ ประชาชนมีความตื่นตระหนก มีความกังวล คนที่ทำงานได้เครดิต คนที่ทำงานในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงไปด้วย แต่ในแง่ผลกระทบถือว่า ไม่รุนแรงมากนักแต่ประมาทไม่ได้" ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าว

          นายปณิธาน กล่าวว่า รองนายกฯได้สั่งกำชับให้มีการจัดระบบตั้งแต่ช่วงที่เกิดเหตุที่กองสลากเดิมแล้ว ให้มีความเป็นระบบเพิ่มขึ้น พื้นที่เปิดถือว่า เป็นพื้นที่รวมของทุกฝ่าย เราต้องเข้าไปดู เพราะเขาคงเข้าไปก่อกวน ซึ่งเราทราบหมดแล้วอะไรบ้างที่เป็นพื้นที่ละเอียดอ่อน ล่อแหลม

          เมื่อถามว่า ถือเป็นการท้าทาย คสช. หรือไม่ที่เกิดเหตุในวันที่ 22 พ.ค. นายปณิธาน กล่าวว่า คงต้องดูข้อเท็จจริง แต่ก็จะกระทบต่อความรู้สึกของคนในแง่การรักษาความสงบเรียบร้อย แม้ผลจริงนั้นจะไม่กระทบกระเทือนต่อแง่ความสูญเสีย เป็นเรื่องที่เราต้องทำงานเชิงลึกมากขึ้น ดังนั้นต้องหาทางป้องกันพื้นที่สาธารณะเหล่านี้ ในหลายประเทศเป็นพื้นที่ที่ดูแลยากมาก แต่ของไทยก็นำมาใช้ได้ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้เขาเปลี่ยนรูปแบบ เช่น กรณีที่บิ๊กซีปัตตานีที่เขาเปลี่ยนวิธีการให้แยบยลมากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น มีเครือข่าย เจ้าหน้าที่ต้องเข้าพื้นที่อย่างระมัดระวังมากขึ้น

          "โรงพยาบาลเป็นพื้นที่ถือว่า ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นพื้นที่สากล นานาชาติก็ประณาม ไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่สามารถปฏิบัติเช่นนั้นได้ มันผิดหลักการ แต่ยิ่งผิดหลักนั่นแหละก็ยิ่งทำให้คนตื่นตระหนก ทำให้ได้ผลเชิงอื่นๆ" นายปณิธาน กล่าว

          เมื่อถามว่า แสดงว่า ผู้ก่อเหตุพุ่งเป้าไปที่เชิงสัญลักษณ์คือที่ รพ.พระมงกุฎ นายปณิธาน กล่าวว่า คงต้องดูรายละเอียดในเรื่องของพยาน แต่พื้นที่เชิงสัญลักษณ์ เชิงพาณิชย์ พื้นที่สาธารณะมีคนใช้หลากหลายกลุ่ม ดังนั้นต้องดูรายละเอียดจากองค์ประกอบ

          เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร กำชับเรื่องนี้อย่างไร นายปณิธาน กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร กำชับมาตั้งแต่แรกแล้วว่า อย่าประมาท ให้คัดกรอง ให้วางมาตรการที่เข้มข้น เราต้องทำมากขึ้น อย่างไรก็ตามการคัดกรองมากๆอาจทำให้เกิดความซ้ำซ้อนขึ้นมามากขึ้น แต่ระบบการคัดกรองอาจจะไม่ได้ถึงระบบการป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ปกติมีเจ้าหน้าที่ เวรยาม มีกล้องวงจรปิด มีระบบการข่าว แต่ถ้าการคัดกรองหมายถึง จำเป็นจะต้องตรวจตรามากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ในพื้นที่ภาคใต้ ตอนนี้หากจะเข้าที่สาธารณะจะต้องวางบัตรประชาชน ตรวจสัมภาระมากขึ้น ซึ่งก็อาจเกิดความไม่สะดวกแต่จำเป็น

          เมื่อถามว่า เมื่อเกิดเหตุที่โรงพยาบาลแล้ว จากนี้คิดว่า จุดไหนคือจุดอ่อนไหว นายปณิธาน กล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงกำชับไปหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นสาธารณูปโภค พื้นที่เชิงพาณิชย์ พื้นที่ส่วนกลางที่หลายๆฝ่ายเข้ามาใช้

          เมื่อถามว่า รวมถึงทำเนียบรัฐบาล หรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ในแง่ของพื้นที่ราชการ ค่ายทหาร ทำเนียบฯ สถานที่ราชการนั้นไม่ค่อยมีปัญหาเพราะมีความคุ้นเคยกับคนที่เข้าออก คนที่ทำงาน และมาติดต่ออยู่แล้ว แต่ก็ประมาทไม่ได้ รองนายกฯกำหนดให้ทุกคนดูแลรับผิดชอบ แต่ละพื้นที่เป็นการเฉพาะ เช่น ทำเนียบฯ มีตำรวจดูแลเฉพาะ เขาก็ได้รับคำสั่งให้ดูแลความปลอดภัยมากขึ้น.