
ธนาคารโลกมองไทยทำธุรกิจง่ายขึ้น
ธนาคารโลกมองไทยทำธุรกิจง่ายขึ้น ได้ขยับอันดับจาก 13 ขึ้นมาอยู่ 12 หลังไทยลดขั้นตอนการจดทะเบียนธุรกิจสั้นลง ก.พ.ร.เร่งปรับปรุงต่อหวังขึ้นท็อปเท็นในครั้งต่อไป
น.ส.ซิลเวีย ซอล์ฟ ผู้จัดการโครงการรายงานความยากง่ายการทำธุรกิจปี 2553 ของบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (ไอเอฟซี) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของธนาคารโลก ได้ให้ข้อมูลผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์ เชื่อมสัญญาณมาที่สำนักงานธนาคารโลกในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา ระบุว่า ในปีนี้ไทยได้ขยับอันดับความง่ายในการทำธุรกิจจากอันดับ 13 มาอยู่ที่ 12 จากการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 183 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศในกลุ่มเอเชียนั้น สิงคโปร์ยังคงครองแชมป์อันดับ 1 ไว้เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน
น.ส.กิริฏา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลกในประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ส่วนที่ไทยสามารถปรับปรุงจนทำให้ได้อันดับเพิ่มขึ้นในปี 2553 นั้น ดูจากรายงานของไอเอฟซีชี้ว่าไทยสามารถทำให้การจดทะเบียนทำธุรกิจใช้ขั้นตอนลดลงและเวลาสั้นลงเหลือเพียง 1 วัน ในภาพรวมแล้วอาจดูเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เมื่อเทียบประเทศอื่น แต่ทำให้ไทยดูดีกว่าคนอื่นที่สามารถจดทะเบียนได้ง่ายกว่า การลดขั้นตอนช่วยเพิ่มเครดิตให้มากขึ้น
นอกจากนี้ ในการวิจัยและศึกษาความยากง่ายในการทำธุรกิจช่วงปีก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี 2549-2551 ซึ่งไทยได้รับอันดับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้น ไทยได้รับการพิจารณาว่าโดดเด่นในเรื่องของการปรับปรุงด้านศุลกากร ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย อย่างไรก็ตาม จุดที่ประเทศไทยน่าจะปรับปรุงก็คือ การปิดธุรกิจ พบว่าค่อนข้างใช้เวลานาน
ด้านนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งร่วมรับฟังการนำเสนอรายงานของไอเอฟซีในครั้งนี้ กล่าวว่า ผลการศึกษาและการให้อันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจแก่ไทยเพิ่มขึ้น 1 อันดับ ถือเป็นข่าวดีของประเทศที่ได้รับการประเมินดีขึ้น จากกระบวนการกับขั้นตอน และกฎระเบียบดูแลการจัดตั้งธุรกิจตั้งแต่เริ่มจนจบ โดยไม่เกี่ยวข้องกับบรรยากาศการลงทุน
"ส่วนสำคัญที่สุดซึ่งไทยให้ความสำคัญคือ การเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปรับปรุง และความต่อเนื่องในการดำเนินการ จึงให้ส่วนราชการประชุมกันอย่างต่อเนื่องว่าต้องปรับอะไรบ้าง ก.พ.ร.จะช่วยประสานงานทำต่อไปในส่วนราชการอื่นๆ ด้วยเจตนาให้ไทยมีขั้นตอนเรื่องการทำธุรกิจลดลงและกฎระเบียบเหมาะสมมากขึ้น เพื่อช่วยให้ไทยเข้าไปอยู่ในท็อปเท็นให้ได้” นายทศพรกล่าว



