ข่าว

 “สตง.”การันตีเรือดำน้ำโปร่งใส

 “สตง.”การันตีเรือดำน้ำโปร่งใส

22 พ.ค. 2560

“ผู้ว่าสตง.”ยันโครงการซื้อเรือดำน้ำทร.ไม่ผิดปกคิยันทำตามขั้นตอนของบประมาณไม่มีความเสี่ยงต่อความเสียหายในอนาคต การันตีบ.เอกชนของจีน มีศักยภาพ ผลิตงานที่ทันสมัย

NCES “สตง.” การันตี5ประเด็น “ซื้อเรือดำน้ำ” ไม่ผิด-ไม่มีความเสี่ยง
 
สำนักข่าวเนชั่น – ขนิษฐา เทพจร
สตง. -  22 พ.ค. 60 –  “ผู้ว่า สตง.” ตั้งโต๊ะแถลง ยัน โครงการซื้อเรือดำน้ำ ทร. ไม่ผิดปก ยันทำตามขั้นตอนของบประมาณ, การเสนออนุมัติ จาก ครม. ไม่มีความเสี่ยงต่อความเสียหายในอนาคต ไฟเขียวเดินหน้าไปโดยไม่ผิดกฎหมาย พร้อมการันตี บ.เอกชนของจีน มีศักยภาพ ผลิตงานที่ทันสมัยแน่นอน ลั่น ไม่ใช่สารฟอกขาว ไม่ยอมเอาเกียรติประวัติไปติดคุกแทนใคร
 
                 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน แถลงยืนยันว่าการโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ หยวนคลาส S26T จากประเทศจีน ของกองทัพเรือ มูลค่าโครงการ 36,000 ล้านบาท ซึ่งผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)  18 เม.ย. 2560  นั้น ไม่มีความผิดปกติ และถือว่าทำตามขั้นตอนของระเบียบวิธีการขอจัดสรรงบประมาณ ที่ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการฯ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), การเสนอโครงการที่ผ่านความเห็นจากที่ประชุม ครม. , ขั้นตอนที่เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลัง ที่ระเบียบของ สตง. ระบุไว้ รวมถึงไม่มีความเสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
                นายพิศิษฐ์ กล่าวด้วยว่า 1.การตรวจสอบข้อมูล ผ่านเอกสารและหลักฐานของกองทัพเรือที่เสนอของบประมาณ ประจำปี 2560 พบว่ามีการระบุชัดเจนว่าจะมีการจัดซื้อเรือ ในหมวดของการพัฒนากองทัพ  ซึ่งประเด็นของการจัดซื้อเรือดำน้ำที่มีผลผูกพันงบประมาณ ไปจนถึง ปี 2566 มูลค่ารวม 36,000 ล้านบาทนั้น กำหนดถึงประเด็นการแบ่งจ่ายงบประมาณ เป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรก ผูกพันงบประมาณ ปี 2560 จำนวน 700 ล้านบา และในปีต่อไปจะผูกพันไม่เกิน 200 ล้านบาท  และผูกพันต่อไปจนครบวงเงินโครงการที่ 36,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงไม่มีความผิดปกติต่อประเด็นการเสนอของบประมาณ และกรณีดังกล่าวถือว่าผ่านการตรวจสอบโดยตัวแทนของประชาชนแล้ว
                ผู้ว่า  สตง. กล่าวอีกว่า ประเด็น 2  กรณีการเสนอโครงการจัดซื้อ พบว่าได้เสนอผ่านสำนักงบประมาณ และได้รับการบัญญัติไว้ในส่วนของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว, ประเด็น 3 กรณีที่ถูกมองว่าการจัดซื้อโครงการดังกล่าวเป็นในรูปแบบสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และเข้าข่ายต้องพิจารณาในที่ประชุม สนช. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 กำหนด  ทั้งนี้ตามเอกสารที่สำนักงานกฤษฎีกายืนยันว่าไม่เข้าข่าย  กรณีการลงนามสัญญาที่เป็นผลผูกพันระหว่างรัฐบาลจีน ผ่านบริษัทเอกชนต่อเรือ กับรัฐบาลไทย ผ่านกองทัพเรือนั้น จากการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง ไม่เข้าข่ายเป็นสนธิสัญญา และไม่ใช่กรณีของการจัดซื้อแบบรัฐต่อรัฐ เพราะเป็นเพียงสัญญาเชิงพาณิชย์ปกติเท่านั้น 

                ประเด็นที่ 4 เรื่อง การจัดซื้อเรือดำน้ำ ถูกจัดอยู่ในหมวดยุทธภัณฑ์ หรือยุทธโธปกรณ์  นั้ น สตง. ระบุว่า  ถูกยกเว้นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในขั้นตอนการจัดซื้อที่ต้องใช้ระเบียบทางพัสดุ เพราะประเด็นทางความมั่นคงจำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะและคุณสมบัติเฉพาะความจำเป็นบางประการ ขณะเดียวกันที่ผ่านมาได้ประกาศเชิญชวนให้ประเทศที่สนใจเข้าร่วม และมี 6 ประเทศที่สนใจ แต่สิ่งที่ที่ต้องพิจารณาสำคัญ คือ คุณภาพ ประโยชน์ใช้สอย ที่สัมพันกับงบประมาณของประเทศ 

                นายพิศิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ประเด็น 5  กรณีที่มีข่าวว่ามีคนกลางเป็นผู้เจรจาโครงการดังกล่าว จากการตรวจสอบไม่พบคนกลาง ทั้งจากกองทัพเรือ และคนกลางที่เป็นคนขอรัฐบาลประเทศจีน ดังนั้นจึงไม่มีความผิดปกติ ส่วนกรณีที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าการลงนามตามที่เป็นข่าวในประเทศจีนเป็นเพียงบริษัทเอกชน ไม่ใช่รัฐบาลจีน แต่ข้อเท็จจริงแล้ว บริษัทเอกชนดังกล่าว คือ วิสาหกิจที่รัฐบาลจีนดูแลดังนั้น ถือว่าต้องอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลจีนและหน่วยงานตรวจสอบ เช่น สตง. ประเทศจีนด้วย  อย่างไรก็ตามปัจจุบันประเทศจีนถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีต่อการพัฒนาอุปกรณ์ที่มีความทันสมัย
                “จากที่สตง. ตรวจสอบและพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ครม. ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ และละเอียด มีพบข้อเสียหาย รวมถึงความเสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดในอนาคต ตามที่ตั้งประเด็นเกี่ยวกับโครงการจัดซื้อเรือเหาะที่ใช้ในภารกิจภาคใต้ ดังนั้นทางหน่วยงานสามารถดำเนินการได้ ซึ่งประเด็นตรวจสอบนี้ ไม่ใช่การฟอกขาวให้กับรัฐบาลหรือหน่วยงานใด เพราะสตง. จะไม่นำเกียรติประวัติ หรือเกียรติประวัติไปติดคุกแทนใคร” นายพิศิษฐ์ กล่าว
                ผู้ว่า สตง. กล่าวตอนท้ายด้วยว่า หลังจากนี้ สตง. จะตรวจสอบรายละเอียดของโครงการดังกล่าวในขั้นตอนที่เหลือ รวมกับประสานงานร่วมกับ สตง.ประเทศจีนเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้ยืนยันได้ว่ากระบวนการดังกล่าวไม่มีความผิด ตามระเบียบวินัยการเงินการคลัง ดังนั้นเมื่อปัจจุบันไม่มีความผิดปกติ หรือความผิด แม้จะมีกฎหมายว่าด้วยระเบียบวินัยการเงินการคลังบังคับใช้ในอนาคตก็จะถือว่าไม่มีความผิดอยู่ดี อย่างไรก็ตามตนเข้าใจว่า โครงการดังกล่าวนั้นจะทำตามขั้นตอนทางสัญญาได้ก่อนที่จะมีร่างกฎหมายว่าด้วยระเบียบวินัยการเงินการคลัง ที่ต้องออกจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบักำหนดแน่นอน.